โครงการลดก๊าซเรือนกระจก / ถาม-ตอบ CDM

ถาม-ตอบ CDM

 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)

Q1. ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด
ตอบ
กลไกการพัฒนาที่สะอาดเปรียบเสมือนแรงจูงใจให้ประเทศกำลังพัฒนาหันมาใช้เทคโนโลยีสะอาดเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศลดน้อยลง แรงจูงใจจากการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด คือ คาร์บอนเครดิต หรือ CER ที่ผู้ดำเนินโครงการจะได้รับ โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากประเทศที่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ประเทศเจ้าของโครงการก็จะเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ในด้านสิ่งแวดล้อมมีการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับชุมชนในพื้นที่โครงการ ลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นโดยการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงาน ลดการใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถทดแทนได้ ด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชน เกษตรกรสามารถนำวัสดุเหลือใช้ เช่น แกลบ เศษไม้ ไปขายเพื่อเป็นวัตถุดิบในการดำเนินโครงการ CDM ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงพลังงานจากต่างประเทศ ด้านสังคม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านสุขภาพอนามัยจากคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น มีบทบาทในเวทีโลกในการแก้ไขปัญหาระดับนานาชาติ

Q2. การดำเนินโครงการ CDM ทั้งโครงการ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่
ตอบ
ประมาณการค่าใช้จ่ายในดำเนินโครงการ CDM มีรายการ ดังนี้
1. การจัดเตรียมเอกสารประกอบโครงการ (PDD) และการตรวจสอบ PDD (Validation) ~ 2.5 ล้านบาท
2. ค่าธรรมเนียมในการขอหนังสือให้คำรับรองโครงการ (LoA) จาก อบก. รายละเอียด ดังนี้
- โครงการขนาดเล็ก หมายถึง โครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่เกิน 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี อัตราค่าธรรมเนียม 75,000 บาท ต่อโครงการ
- โครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่ หมายถึง โครงการที่ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลงได้ มากกว่า 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี อัตราค่าธรรมเนียม 10 บาท ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ อัตราสูงสุด ไม่เกิน 900,000 บาท ต่อโครงการ
หมายเหตุ * ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้นั้น เป็นไปตามที่ผู้พัฒนาโครงการระบุในเอกสารข้อเสนอโครงการ (CDM-Project Design Document) ที่ส่งมายัง อบก.
3. ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียน (Registration Fee)
- รายปี < 15,000 tCO2 USD 0.1/ CER
- รายปี > 15,000 tCO2 USD 0.2/ CER
- สูงสุด USD 350,000
4. ติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Monitoring) ~ 300,000 บาท
5. การยืนยันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Verification) ~ USD 20,000-30,000
6. การรับรองการการลดก๊าซเรือนกระจก (Certification) ~ 2% สำหรับ Adaptation Fund
7. ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือให้คำรับรองโครงการ ไม่เกิน 9 แสนบาท และภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ของค่าธรรมเนียมให้แก่องค์การ

ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 4 - 10 ล้านบาท / โครงการ

ผู้พัฒนาโครงการสามารถขอยกเว้นภาษีเงินได้จากการขาย CERs และ VERs เป็นเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันได้ หากได้ใบรับรองการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

^ TOP ^

Q3. ถ้าจะลงทุนปลูกสร้างสวนปาล์ม หรือสวนป่าไม้โตเร็ว จะสามารถเข้าโครงการ CDM หรือ ขายคาร์บอนเครดิตได้หรือไม่
ตอบ
โครงการด้านป่าไม้ที่จะสามารถดำเนินการเป็นโครงการ CDM นั้นจะต้องพิจารณาเรื่องพื้นที่เป็นสำคัญโดยจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีขนาดขั้น ต่ำตั้งแต่ 0.05-1 เฮกเตอร์ (500-10,000 ตารางเมตร) มีต้นไม้ปกคลุม (Crown cover) มากกว่าร้อยละ 10-30 โดยต้นไม้เหล่านี้ต้องมีศักยภาพที่จะเติบโตและมีความสูงไม่น้อยกว่า 2-5 เมตร* สำหรับประเทศไทยนิยามของป่าไม้ของโครงการ CDM คือ พื้นที่ขนาด 1 ไร่ (0.16 เฮกเตอร์) ต้นไม้ปกคลุมร้อยละ 30 และความสูงของต้นไม้ 3 เมตร นอกจากนี้โครงการด้านป่าไม้จะต้องเป็นโครงการปลูกป่า (Afforestation) และการฟื้นฟูป่า (Reforestation) ตามนิยามที่กำหนดไว้ ดังนี้
- การปลูกป่า (Afforestation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินที่กระทำโดยมนุษย์ จากพื้นที่ที่ไม่เคยเป็นป่ามาก่อนในระยะเวลา 50 ปี ให้กลายเป็นป่า โดยการปลูก หว่านเมล็ด หรือการส่งเสริมให้เกิดการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ
- การฟื้นฟูป่า (Reforestation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินที่กระทำโดยมนุษย์ จากพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นป่าแต่ถูกแปลงสภาพไปใช้ประโยช์อื่น ให้กลับกลายเป็นป่าอีกครั้ง โดยการปลูก หว่านเมล็ด หรือการส่งเสริมให้เกิดการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ โดยในช่วงพันธกรณีแรก จะจำกัดอยู่เฉพาะโครงการที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ที่ไม่เป็นป่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2532

* ตัวเลขขั้นต่ำของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน โดยประเทศที่ต้องการดำเนินโครงการ CDM ด้านป่าไม้จะต้องกำหนดตัวเลขของประเทศตนและส่งให้ทาง CDM EB

^ TOP ^

Q4. ผู้พัฒนาโครงการควรจะขายคาร์บอนเครดิตช่วงไหน
ตอบ
ราคาของคาร์บอนเครดิตจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการขาย กล่าวคือหากขายในช่วงเริ่มต้นเตรียมเอกสาร PDD ก็จะได้ราคาถูกกว่าช่วงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก CDM EB แล้ว แต่ถ้าขายตอนที่ได้รับการรับรอง CER แล้ว ก็จะยิ่งได้ราคาที่สูงขึ้น

^ TOP ^

Q5. ผู้พัฒนาโครงการควรเลือกช่วงเวลาในการคิดเครดิต (Crediting period) แบบ 7 ปีแล้วต่ออายุได้ หรือ แบบ 10 ปีต่ออายุไม่ได้
ตอบ
การเลือกช่วงเวลาในการคิดเครดิตขึ้นอยู่กับอายุของโครงการด้วย เช่น โครงการโรงไฟฟ้าจะมีอายุโครงการยาวกว่าโครงการก๊าซชีวภาพ นอกจากนี้ผู้พัฒนาโครงการจะต้องคำนึงด้วยว่าถ้าเลือกแบบ 7 ปี เมื่อจะทำการต่ออายุนั้นจะต้องทำการศึกษา Baseline ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และจะต้องทำการจัดส่งเอกสารต่างๆ ใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายด้วย

^ TOP ^

Q6. CER และ VER แตกต่างกันอย่างไร
ตอบ
CER หรือ Certified Emission Reduction เป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินโครงการ CDM ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ ยืนยัน และรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้โดย CDM EB แต่ VER หรือ Voluntary/Verified Emission Reduction เป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้โดยการดำเนินการโดยความสมัครใจ และสามารถเลือกใช้มาตรฐานในการดำเนินการตามที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกัน ซึ่งไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนแบบ CER การดำเนินการแบบ VER จะไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือน CER แต่ส่วนใหญ่จะได้ราคาที่ต่ำกว่า

^ TOP ^

Q7. ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาการทำสัญญาซื้อขาย CER
ตอบ
ในการทำสัญญาซื้อขาย CER นอกจากราคา CER ที่ได้แล้ว ผู้พัฒนาโครงการควรจะพิจารณาเรื่องเงื่อนไขของสัญญา เช่น เงื่อนไขในการจ่ายเงิน เงื่อนไขของการส่งมอบ CER เงื่อนไขของการผิดสัญญา บทปรับในกรณีส่งมอบไม่ได้ตามกำหนด ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เป็นต้น

^ TOP ^

Q8. ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องส่ง PIN (Project Idea Note) ให้ อบก. พิจารณาหรือไม่
ตอบ
ผู้พัฒนาโครงการไม่จำเป็นต้องจัดส่งเอกสาร PIN ให้ทาง อบก. พิจารณา PIN จะเป็นเอกสารภาพรวมของโครงการซึ่งประกอบด้วยข้อมูล เช่น ข้อมูลทั่วไปของโครงการ ลักษณะของโครงการ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และข้อมูลด้านการเงินของโครงการ PIN เป็นเอกสารที่สามารถใช้ในการติดต่อด้านการเงินการลงทุนหรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิตล่วงหน้า

^ TOP ^

Q9. การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) จะต้องมีเนื้อหาอะไรบ้าง และผู้จัดทำรายงานจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากทาง สผ. หรือไม่
ตอบ
ในรายงาน IEE จะต้องประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้
1. บทนำ
2. ที่ตั้งโครงการ
3. ทางเลือกที่ตั้งโครงการและวิธีการดำเนินโครงการ
4. รายละเอียดโครงการ
5. สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน
6. ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ
7. มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการชดเชย
8. มาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม
9. ตารางสรุปผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ
นอกจากนี้ในรายงาน IEE จะต้องครอบคลุมรายละเอียดของโครงการตามหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Criteria) 4 หมวด ได้แก่ หมวดดัชนีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมวดดัชนีด้านสังคม หมวดดัชนีด้านการพัฒนาและ/หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี และหมวดดัชนีด้านเศรษฐกิจ รวม 24 ดัชนี โดยโครงการที่ได้เริ่มเดินระบบแล้วจะต้องมีผลตรวจวัด ปริมาณการปล่อยสารที่เป็นมลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง ปริมาณความสกปรกในน้ำทิ้ง เป็นต้น
ผู้จัดทำรายงาน IEE ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากทาง สผ.

^ TOP ^

Q10. ทำอย่างไรจึงจะได้รับหนังสือให้คำรับรองโครงการจาก อบก. อย่างรวดเร็ว
ตอบ
จากการวิเคราะห์โครงการที่ผ่านมาของ อบก. พบว่าสาเหตุที่ทำให้การพิจารณาโครงการไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว มีสาเหตุต่างๆ ดังนี้
1. เอกสารที่ต้องส่งให้ อบก. ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนดไว้ ดังนี้
- ข้อเสนอโครงการ (Project Design Document: PDD) จำนวน 5 เล่ม
- รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) จำนวน 5 เล่ม
- แผ่นบันทึกข้อมูลเอกสารทั้งหมด จำนวน 10 ชุด (ต้องมีรายละเอียดของเอกสารทุกรายการ)
2. ความไม่สอดคล้องของข้อมูลระหว่างเอกสาร PDD, IEE เช่น จากเอกสาร IEE ระบุว่าบ่อบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศจะรับน้ำเสียจากโรงงานปริมาณ 1,200 ลบ.ม./วัน ข้อมูลจาก PDD ระบุว่าปริมาณน้ำเสียที่เข้าสู่ Anaerobic digester เท่ากับ 249,460 ลบ.ม./ปี ข้อมูลจากแบบฟอร์ม ระบุว่าโครงการรับน้ำเสียจากโรงงานในอัตรา 529 ลบ.ม./วัน
3. โครงการที่เดินระบบแล้วไม่มีผลการตรวจวัดปริมาณการปล่อยสารที่เป็นมลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง ปริมาณความสกปรกในน้ำทิ้ง เป็นต้น
4. ไม่มีข้อมูลทางเทคนิค (Specification) ของเครื่องยนต์ผลิตไฟฟ้า (Gas engine) หม้อไอน้ำ (Boiler) เครื่องอัดอากาศ (Blower) หรืออุปกรณ์อื่นใดภายใต้โครงการ CDM
5. มีการเปลี่ยน Methodology หรือ version ที่ใช้ในการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกโดยไม่แจ้งให้ อบก. ทราบ
จากสาเหตุต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาและให้หนังสือให้คำรับรองโครงการ ผู้พัฒนาโครงการควรจะตรวจสอบความครบถ้วนและถูกต้องของข้อมูล รวมทั้งผลการตรวจวัดดัชนีต่างๆ ตามหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน

^ TOP ^

Q11. กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) และคาร์บอนเครดิต มีที่มาอย่างไร
ตอบ
พิธีสารเกียวโต (เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ได้จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศในกลุ่มภาคผนวกที่ 1 (Annex I country) ให้ต่ำกว่า ปริมาณการปล่อยในปี พ.ศ. 2533 (1990) ประมาณร้อยละ 5 โดยประเทศอุตสาหกรรมที่เป็นภาคีของพิธีสารเกียวโต จะต้องดำเนินการให้ได้ภายในช่วงพันธกรณีแรกของพิธีสารฯ คือภายในปี พ.ศ. 2550-2555 (2008-2012) โดยกำหนดกลไกเพื่อลดก๊าซฯ ขึ้นมา 3 กลไก คือ
1. การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก หรือ Emission Trading (ET) (สำหรับดำเนินการเฉพาะในประเทศอุตสาหกรรม)
2. การดำเนินการร่วมเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก หรือ Joint Implementation (JI) (สำหรับดำเนินการ เฉพาะในประเทศอุตสาหกรรม)
3. กลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ Clean Development Mechanism (CDM) (สำหรับดำเนินการลดก๊าซฯ ในประเทศกำลังพัฒนา)

ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ นอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex I Country) เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่ ไม่มีพันธกรณีเชิงปริมาณให้จำกัดการปล่อยก๊าซฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนดภายใต้พิธีสารเกียวโต อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถร่วมดำเนินการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยสมัครใจ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในโลกต่างก็มีการแข่งขันกันสูงเพื่อให้เกิดการพัฒนาโครงการ CDM ขึ้นในประเทศของตน ทั้งในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค อเมริกาใต้ รวมทั้งแอฟริกา

ดังนั้น หากมีภาคธุรกิจเอกชน ลงทุนพัฒนาโครงการ CDM ในประเทศกำลังพัฒนา และผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องแล้วว่า สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง ผู้พัฒนาโครงการนั้นจะได้รับคาร์บอนเครดิต หรือที่เรียกว่า "Certified Emission Reductions (CERs)" ซึ่งก็คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ มีหน่วยเป็น "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ton CO2 equivalent)" โดยมี CDM Executive Board ที่ตั้งอยู่ที่กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นหน่วยงานสูงสุดที่มีอำนาจอนุมัติการขึ้นทะเบียนโครงการ CDM และอนุมัติปริมาณคาร์บอนเครดิตของทุกโครงการ CDM ที่เสนอจากทั่วโลก

คาร์บอนเครดิต หรือ CERs นี้ สามารถซื้อขายกันได้ทั้งในตลาดคาร์บอนโลก (Global carbon market) คล้ายกับการซื้อขายในตลาดหุ้น หรือมีการทำสัญญาซื้อขายต่างหากซึ่งมักจะเกิดจากการร่วมลงทุนในโครงการดัง กล่าว หรือผู้ซื้อมีความสนใจขอซื้อจากผู้พัฒนาโครงการ

ซึ่งเป้าหมายหลักที่ประเทศกำลังพัฒนามีความประสงค์จะพัฒนาโครงการ CDM ในประเทศของตนคือ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สะอาด ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สะอาดดังกล่าวจากประเทศพัฒนาแล้วมาสู่ ประเทศกำลังพัฒนา และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคธุรกิจเอกชนให้ใส่ใจในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นนั้นเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ทั้งในระดับท้องถิ่น และภาพรวมของประเทศสืบเนื่องกันไป

^ TOP ^

Q12. ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้นั้น มีหลักการในการคำนวณอย่างไร
ตอบ
ก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมโดยพิธีสารเกียวโตพันธกรณีที่ 2 ประกอบด้วย ก๊าซ 7 ชนิด แต่ละชนิดมีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) แตกต่างกัน เช่น หากลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ 1 ตัน จะเทียบเท่าการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 21 ตัน ค่า GWP ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมภายใต้พิธีสารเกียวโตและค่าศักยภาพในการทำให้โลกร้อน

ก๊าซเรือนกระจก

ศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์)

1พิธีสารเกียวโต พันธกรณีที่ 1 2พิธีสารเกียวโต พันธกรณีที่ 2
1. คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 1 1
2. มีเทน (CH4) 21 25
3. ไนตรัสออกไซด์ (N2O) 310 298
4. ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) 140 - 11,700 124 - 14,800
5. เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) 6,500 - 9,200 7,390 - 12,200
6. ซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ (SF6) 23,900 22,800
7. ไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) - 17,200

ที่มา : 1IPCC Second Assessment Report, 1995
       2IPCC Fourth Assessment Report (AR4), 2007

โครงการที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนว่าเป็นโครงการ CDM จะต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยมีหลักการพื้นฐาน คือ

ซึ่งหมายถึงการเปรียบเทียบว่า กรณีที่ไม่มีโครงการ CDM นั้น ได้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณเท่าใด และเมื่อมีโครงการ CDM เกิดขึ้น โดยใช้วิธีการ (Methodology) ลดก๊าซฯ แล้วจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงได้เท่าใด ซึ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ และผ่านการตรวจสอบรับรองแล้ว จึงจะถือเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการนั้น

^ TOP ^

×