โครงการลดก๊าซเรือนกระจก / ขั้นตอนการพัฒนาโครงการ JCM

ขั้นตอนการพัฒนาโครงการ JCM

หัวข้อ

 

การพัฒนาโครงการ JCM ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ได้แก่ การขอรับทุนสนับสนุน และการพัฒนาโครงการ JCM ผู้พัฒนาโครงการต้องได้รับการอนุมัติทุนสนับสนุนก่อนจึงสามารถเริ่มก่อสร้างและดำเนินการ และพัฒนาโครงการ JCM ได้ แต่ละขั้นตอน มีรายละเอียด ดังนี้

1. การขอรับทุนสนับสนุน

ผู้พัฒนาโครงการฝ่ายไทยต้องคัดเลือกเทคโนโลยีที่สนใจจะใช้ในการดำเนินโครงการ และคัดเลือกนิติบุคคลของญี่ปุ่นซึ่งจะร่วมดำเนินโครงการพัฒนาแผนการเงิน และข้อตกลงร่วมกัน โดยให้ผู้พัฒนาโครงการฝ่ายญี่ปุ่นเป็นผู้ยื่นขอรับทุนสนับสนุนการพัฒนาโครงการ JCM ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นจะพิจารณาให้งบสนับสนุนการลงทุนบางส่วน (Partial capital fund) สูงสุดไม่เกินร้อยละ 50 ของเงินลงทุนที่โครงการใช้ในการติดตั้งอุปกรณ์/เครื่องจักรหลัก โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ที่ผ่านการรับรองหรือคาร์บอนเครดิตจะถูกโอนให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่นตามสัดส่วนที่คณะกรรมการร่วมเห็นชอบ เพื่อเป็นสิ่งตอบแทนสำหรับการให้เงินสนับสนุนดังกล่าว

การขอรับการสนับสนุนทางการเงินมีขั้นตอนการดำเนินการแตกต่างกันขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละแหล่งทุน การตัดสินใจให้ทุนไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการร่วมฝ่ายไทยโดยตรง แต่แหล่งทุนอาจขอความเห็นจากคณะกรรมการร่วมฝ่ายไทย สรุปรายละเอียดแหล่งทุนได้ ดังนี้

กระทรวงสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Environment: MOE) MoE ให้ทุนสนับสนุนการพัฒนา JCM model project โดยให้ Global Environmental Centre Foundation (GEC) ทำหน้าที่บริหารจัดการแทน การขอรับทุนนี้ ผู้พัฒนาโครงการฝ่ายไทยต้องทำความร่วมมือกับนิติบุคคลฝ่ายญี่ปุ่นเป็นกิจกรรมร่วมค้าระหว่างประเทศ (international consortium) และยื่นใบสมัครขอรับการสนับสนุนทางการเงินในนามกิจกรรมร่วมค้าระหว่างประเทศ โดยมีนิติบุคคลของญี่ปุ่นเป็นผู้กระทำการแทนนิติบุคคล (เรียกนิติบุคคลไทยว่าผู้ร่วมโครงการ) เมื่อทราบผลการพิจารณาให้การสนับสนุนทางการเงินจึงเริ่มก่อสร้างโครงการ/ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักร โดย MoE จะส่งมอบเงินสนับสนุนตามสัญญาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินโครงการแล้ว ปัจจุบัน มีโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก MoE แล้วทั้งหมดจำนวน 7 โครงการ MoE มีกำหนดการเปิดรับใบสมัครขอรับทุนครั้งต่อไป ระหว่างวันที่ 8 เมษายน 2559 ถึง วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และประกาศผลในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2559 โดยมีวงเงินงบประมาณในปี พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2561 เท่ากับ 6.7 พันล้านเยน ท่านสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับการขอรับทุนสนับสนุน ได้ที่ http://gec.jp/jcm

กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry: METI) ให้ทุนในการพัฒนา JCM demonstration project บริหารจัดการโดย New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) โครงการที่เข้าข่ายจะได้รับทุนจาก METI ต้องเป็นโครงการที่เป็นนวตกรรมหรือเป็นโครงการที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่เป็นรายแรก (first of its kind) การขอรับทุนนี้ ผู้พัฒนาโครงการฝ่ายไทยต้องจัดทำข้อตกลงกับนิติบุคคลฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งจะร่วมดำเนินโครงการโดยอ้างอิงบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่าง NEDO กับประเทศไทย และยื่นใบสมัครขอขึ้นทะเบียนโครงการในนามกิจกรรมร่วมค้าระหว่างประเทศ โดยมีนิติบุคคลของญี่ปุ่นเป็นผู้กระทำการแทนนิติบุคคล (เรียกนิติบุคคลไทยว่าผู้ร่วมโครงการ)

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) (JFJCM: Japan Fund for JCM) ให้การสนับสนุนทางการเงินในรูปเงินกู้ ผู้ที่ยื่นสมัครขอรับการสนับสนุนทางการเงินจะเป็นฝ่ายไทยหรือญี่ปุ่นก็ได้

นอกจากการให้การสนับสนุนทางการเงินเพื่อติดตั้งอุปกรณ์/เครื่องจักรแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างที่ปรึกษาและผู้ประเมินภายนอก (TPE) เพื่อช่วยในการพัฒนาโครงการ JCM อีกด้วย

^ TOP ^

2. การพัฒนาโครงการ JCM

การขอขึ้นทะเบียนโครงการและขอการรับรองปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก
การพัฒนาโครงการ JCM มีขั้นตอนการดำเนินงานมีลักษณะเช่นเดียวกับ CDM ทั้งการพัฒนาระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกที่จะใช้ในการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินโครงการ JCM แต่ละประเภท (methodology) การพัฒนาเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document: PDD) การตรวจสอบโครงการ (validation) การขึ้นทะเบียนโครงการ (registration) การติดตามการลดก๊าซเรือนกระจก (monitoring) และการจัดทำรายงาน การทวนสอบความถูกต้องของรายงานผลการติดตามการลดก๊าซเรือนกระจก (verification) และการออกคาร์บอนเครดิต (issuance) คณะกรรมการร่วมฝ่ายไทยมีบทบาทโดยตรงในการพิจารณาขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก สรุปรายละเอียดการพัฒนาโครงการได้ ดังนี้

การพัฒนาเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document: PDD) ผู้พัฒนาโครงการต้องจัดเตรียมเอกสารข้อเสนอโครงการตามแนวทางสำหรับการพัฒนาเอกสารข้อเสนอโครงการและแผนการติดตามตามแนวทางที่คณะกรรมการร่วมกำหนด (Guidelines for Developing Project Design Document and Monitoring Report) PDD ประกอบด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมของโครงการ ระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจก (methodology) ที่โครงการใช้ในการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การจัดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ จากนั้นให้จัดส่ง PDD พร้อมกับ modalities of communication statement ไปยังผู้ประเมินภายนอก (Third Party Entity: TPE) และคณะกรรมการร่วม ซึ่ง TPE จะตรวจสอบโครงการ ส่วนสำนักเลขาธิการกลไก JCM จะกำหนดเลขอ้างอิงให้กับโครงการและเผยแพร่ PDD ต่อสาธารณชนทางเว็บไซต์เพื่อรับความคิดเห็นเป็นเวลา 30 วันปฏิทิน

การตรวจสอบโครงการ (Validation) PDD ที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ JCM ต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้ประเมินภายนอก (Third Party Entities: TPE) ซึ่งจะทำการตรวจสอบตามแนวทางการตรวจสอบและทวนสอบโครงการ (Guidelines for Validation and Verification) และจัดเตรียมรายงานการตรวจสอบโครงการ (validation report) โดยใช้แบบฟอร์มตามที่คณะกรรมการร่วมกำหนด (Validation Report Form) ระหว่างที่ผู้ประเมินภายนอกดำเนินการตรวจสอบโครงการ สำนักเลขาธิการกลไก JCM จะส่งข้อคิดเห็นที่ได้รับจากสาธารณชนทางเว็บไซต์ให้ผู้ประเมินภายนอกนำไปพิจารณา ประกอบการจัดทำรายงานการตรวจสอบโครงการส่งมอบให้แก่ผู้พัฒนาโครงการ

การขอขึ้นทะเบียนโครงการ (Registration) ผู้พัฒนาโครงการยื่นใบสมัครขอขึ้นทะเบียนโครงการ (Project Registration Request Form) เสนอเอกสารข้อเสนอโครงการ (validated PDD) และรายงานการตรวจสอบโครงการ (validation report) มายังสำนักเลขาธิการกลไก JCM เพื่อขอขึ้นทะเบียนโครงการ สำนักเลขาธิการกลไก JCM จะตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสาร ภายใน 7 วัน ก่อนแจ้งผลให้ผู้พัฒนาโครงการและผู้ประเมินภายนอกทราบ จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการร่วมพิจารณา และแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้พัฒนาโครงการและผู้ประเมินภายนอกทราบ และเผยแพร่ต่อสาธารณชนทางเว็บไซต์

การติดตามการลดก๊าซเรือนกระจก (Monitoring) และการจัดทำรายงาน เมื่อผู้พัฒนาโครงการดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วจะต้องตรวจวัดตัวแปรตามที่กำหนดไว้ใน PDD ฉบับที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและจัดทำรายงานผลการติดตามการลดก๊าซเรือนกระจก

การทวนสอบความถูกต้องของรายงานผลการติดตามการลดก๊าซเรือนกระจก (Verification) ผู้ประเมินภายนอกทวนสอบความถูกต้องของรายงานผลการติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกตามแนวทางการตรวจสอบและทวนสอบโครงการ (Guidelines for Validation and Verification) ทั้งนี้ การตรวจวัดข้อมูลและการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ต้องเป็นไปตามวิธีการที่ระบุไว้ในเอกสารข้อเสนอโครงการ ผู้ประเมินภายนอกจัดทำรายงานการทวนสอบโครงการ (verification report) โดยใช้แบบฟอร์มตามที่คณะกรรมการร่วมกำหนด (Verification Report Form) ส่งมอบให้แก่ผู้พัฒนาโครงการ

การออกคาร์บอนเครดิต (Issuance of credits) ผู้พัฒนาโครงการต้องเปิดบัญชีในระบบทะเบียนของฝ่ายญี่ปุ่นและ/หรือฝ่ายไทยก่อนขอรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือ การออกคาร์บอนเครดิต จากนั้นต้องยื่นใบสมัครขอการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยใช้แบบฟอร์มตามที่คณะกรรมการร่วมกำหนด (Credit Issuance Request Form) ซึ่งระบุการแบ่งสัดส่วนคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการระหว่างทั้งสองฝ่าย รายงานผลการติดตามการลดก๊าซเรือนกระจก และรายงานการทวนสอบโครงการ มายังสำนักเลขาธิการกลไก JCM เพื่อขอรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก สำนักเลขาธิการกลไก JCM จะตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสาร ภายใน 7 วัน ก่อนแจ้งผลให้ผู้พัฒนาโครงการและผู้ประเมินภายนอกทราบ จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการร่วมพิจารณา และแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้พัฒนาโครงการและผู้ประเมินภายนอกทราบ รวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลแต่ละฝ่ายให้ดูแลระบบทะเบียน เพื่อให้ดำเนินการออกคาร์บอนเครดิตในบัญชีของผู้พัฒนาโครงการแต่ละฝ่ายในระบบทะเบียน และเผยแพร่ต่อสาธารณชนทางเว็บไซต์

^ TOP ^

×