สถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก / อนุสัญญา UNFCCC & กฎกติการะหว่างประเทศ

อนุสัญญา UNFCCC

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ.1988) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) ร่วมกับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการศึกษาให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทั้งในด้านเทคนิค เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) หรือ อนุสัญญา UNFCCC จึงได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2535 (ค.ศ. 1992) และเปิดให้รัฐภาคีลงนามในอีกหนึ่งเดือนต่อมาระหว่างการประชุม United Nations Conference on Environment and Development (UNCED) หรือที่รู้จักกันในนามของ Earth Summit ณ นครริโอเดอจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล โดยอนุสัญญา UNFCCC มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 21 มีนาคม 2537 (ค.ศ. 1994) ปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมรวมทั้งสิ้นจำนวน 196 ประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มีนาคม 2558) ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตบาบันเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีอนุสัญญาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 และส่งผู้แทนประเทศเข้าร่วมการประชุมสมัชชารัฐภาคีอนุสัญญาฯ (Conference of the Parties) หรือ COP ตลอดมา

กรอบอนุสัญญา UNFCCC ในมาตรา 2 ได้กำหนดเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Objective) ของอนุสัญญาฯ ที่ว่า

“เพื่อรักษาความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้มีค่าคงที่และอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดการรบกวนโดยมนุษย์ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบภูมิอากาศโลก”

The ultimate objective of this Convention and any related legal instruments that the Conference of the Parties may adopt is to achieve, in accordance with the relevant provisions of the Convention, stabilization of greenhouse gas concentrations in the atmosphere at a level that would prevent dangerous anthropogenic interference with the climate system. Such a level should be achieved within a time-frame sufficient to allow ecosystems to adapt naturally to climate change, to ensure that food production is not threatened and to enable economic development to proceed in a sustainable manner.

โดยให้เป็นไปตามหลักการที่ระบุในมาตรา 3 ของอนุสัญญาที่ว่ารัฐภาคีควรปกป้องระบบภูมิอากาศเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคตของมนุษยชาติ บนพื้นฐานของความเป็นธรรม (equity) และเป็นไปตามความรับผิดชอบร่วมในระดับที่แตกต่าง (Common but differentiated responsibilities: CBDR) และเป็นไปตามขีดความสามารถ (respective capabilities) โดยประเทศพัฒนาแล้วควรเป็นผู้นำในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC
ลักษณะอนุสัญญา ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม (Multilateral environmental agreement: MEA)
วันที่รับรอง 9 พฤษภาคม 2535 (ค.ศ. 1992)
วันที่มีผลใช้บังคับ 21 มีนาคม 2537 (ค.ศ. 1994)
จำนวนภาคี 197 ภาคี (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2559)
หลักการสำคัญ - การปกป้องระบบสภาพภูมิอากาศเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต
- หลักความเป็นธรรม (Equity)
- หลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละภาคี (Common but differentiated responsibilities and respective capabilities)
- ความต้องการเฉพาะด้านและสถานการณ์พิเศษของภาคีประเทศกำลังพัฒนา
- การใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า (Precautionary measures)
- สิทธิในการพัฒนาที่ยั่งยืน (Right to sustainable development)
- ความร่วมมือ (Cooperation)
พันธกรณีของภาคีตามภาคผนวกของอนุสัญญา ทุกภาคีมีพันธกรณีในการจัดเตรียมและแจ้งข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ และข้อมูลอื่นๆ ตามที่กำหนดแก่ที่ประชุมรัฐภาคี จัดทำและดำเนินงานแผนงานที่กำหนดมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการในการปรับตัว รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เป็นต้น
โดยอนุสัญญาแบ่งกลุ่มภาคีตามภาคผนวก ดังนี้
ภาคีในภาคผนวกที่ 1 (Annex I Parties): ได้แก่ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีพันธกรณีในการกำหนดนโยบายแห่งชาติและดำเนินมาตรการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก
ภาคีในภาคผนวกที่ 2 (Annex II Parties): ได้แก่ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีพันธกรณีในการให้การสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการดำเนินงานตามอนุสัญญา
ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา และจัดอยู่ในกลุ่มภาคีนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex I Parties) จึงไม่มีพันธกรณีตามที่กำหนดสำหรับภาคีในภาคผนวกที่ 1 และ 2
องค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายใต้อนุสัญญา - ที่ประชุมรัฐภาคี (Conference of the Parties: COP)
- สำนักเลขาธิการ
- องค์กรย่อยเพื่อให้คำปรึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Subsidiary Body for Scientific and Technological Advice: SBSTA)
- องค์กรย่อยด้านการดำเนินงาน (Subsidiary Body for Implementation: SBI)
ตราสารกฎหมายที่รับรองภายใต้อนุสัญญา - พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)
- ข้อแก้ไขโดฮา (Doha Amendment to the Kyoto Protocol)
- ความตกลงปารีส (Paris Agreement)

เข้าถึงอนุสัญญา UNFCCC ได้จาก: http://unfccc.int

^ TOP ^

×