สถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก / พิธีสารเกียวโต

พิธีสารเกียวโต

เมื่อรัฐบาลประเทศต่างๆ มีมติรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในปี 2535 (ค.ศ. 1992) และอนุสัญญาฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2537 แล้วนั้น ในปี 2538 (ค.ศ. 1995) ประเทศในภาคผนวกที่ 1 ได้ส่งรายงานแห่งชาติ (National Communication) ฉบับแรกไปยังสำนักเลขาธิการ และจากผลการพิจารณารายงานแห่งชาติดังกล่าว ภาคีต่างเห็นพ้องว่าพันธกรณีของประเทศพัฒนา แล้วที่มุ่งหวังจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับไปสู่ที่ระดับการปล่อยในปี 2533 (ค.ศ.1990) ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2000) นั้น คงไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายระยะยาวของอนุสัญญาฯ ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงให้มีการจัดตั้งคณะทำงาน Berlin Mandate ที่เรียกว่า Ad hoc Group on the Berlin Mandate หรือ AGBM ขึ้นเพื่อหารือถึงการยกระดับการดำาเนินงานต่อพันธกรณีสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว AGBM จึงได้ออกร่างข้อตกลง “Kyoto Protocol” ขึ้นและได้เสนอร่างดังกล่าวในที่ประชุมสมัชชารัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 3 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2540 (ค.ศ. 1997) โดยที่ประชุมสมัชชารัฐภาคีฯ สมัยที่ 3 มีมติ (Decision 1/CP.3) รับพิธีสารภายใต้อนุสัญญา หรือ “Kyoto Protocol” ซึ่งประเทศในกลุ่มภาคผนวกที่ I (Annex I countries) จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมอย่างน้อยร้อย 5 เมื่อเทียบกับระดับในปี 1990 ในช่วงปี พ.ศ. 2551-2555 (ค.ศ. 2008- 2012) ซึ่งพันธกรณีนี้เป็นข้อผูกพันทางกฎหมาย (Legally binding) การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต (The Conference of the Parties serving as the meeting of the Parties to the Kyoto Protocol หรือ CMP) สมัยที่ 1 จัดขึ้นในปี 2548 (ค.ศ. 2005) ณ เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา

พันธกรณีที่ 2 ของพิธีสารเกียวโต
ในการประชุมการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 1 ได้มีมติให้มีการจัดตั้งคณะทำางานเฉพาะกิจด้านการกำหนดพันธกรณีถัดไปในการลดก๊าซเรือนกระจก (Ad-hoc Working Group on Further Commitments for Annex I Parties under the Kyoto Protocol: AWG-KP) เพื่อเจรจากำหนดรายละเอียดสำาหรับพันธกรณีที่สองของพิธีสารเกียวโต ว่าด้วยภายหลังปี 2555 (ค.ศ. 2012) ปริมาณ ระยะเวลา ตลอดจนปีฐาน ในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นภาคีของพิธีสารเกียวโต (ประเทศในภาคผนวกที่ I ของพิธีสาร) ว่าควรจะมีลักษณะเป็นเช่นไรการทำงานของ AWG-KP ได้เสร็จสิ้นในปี 2555 (ค.ศ. 2012) ในการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ที่ประชุมได้ออกข้อตัดสินใจ "Doha Amendment to the Kyoto Protocol" ว่าด้วยพันธกรณีที่สองของพิธีสารเกียวโต

การดำเนินการของประเทศไทยต่อพิธีสารเกียวโต
ประเทศไทยได้ลงนามในพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 (ค.ศ.1999) และได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 (ค.ศ.2002) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปฏิบัติตามพันธกรณีในพิธีสารเกียวโตกรณีการใช้คาร์บอนเครดิตในประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2545 โดยประเทศไทยได้ดำเนินงานกลไกการพัฒนาที่สะอาด ซึ่งเป็นกลไกตามมาตรา 12 ภายใต้พิธีสารเกียวโต ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วในภาคผนวกที่ 1 และและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศในกลุ่มภาคผนวกที่ 1 บรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และช่วยสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มนอกภาคผนวกที่ 1 บรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยผู้ดำเนินการโครงการ CDM จะได้รับ Certifid Emission Reductions (CERs) สำหรับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองแล้ว โดยมีกติกาว่าการลดก๊าซเรือนกระจกนั้นจะเป็นการเข้าร่วมโดยสมัครใจสนับสนุนให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศเจ้าบ้าน และต้องเป็นการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มเติมจากการดำาเนินงานตามปกติ (Additionality) ซึ่งในประเทศไทยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ทำหน้าที่เป็น Designated National Authority of Clean Development Mechanism (DNA-CDM) office ทำหน้าที่หน่วยงานของประเทศพิจารณา กลั่นกรอง โครงการ CDM ในประเทศไทย

เข้าถึงพิธีสารเกียวโตได้จาก: http://unfccc.int/resource/docs/convkp/kpeng.pdf

^ TOP ^

×