ผลงานการศึกษาวิจัย

โครงการศึกษาและกำหนดค่า Carbon Intensity ของอุตสาหกรรมเคมี อาหาร สิ่งทอ แก้ว และเซรามิค

โครงการศึกษาและกำหนดค่า Carbon Intensity ของอุตสาหกรรมเคมี อาหาร สิ่งทอ แก้ว และเซรามิค

 

 

 

โครงการศึกษาและกำหนดค่า Carbon Intensity ของอุตสาหกรรมเคมี อาหาร สิ่งทอ แก้ว และเซรามิค เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ มุ่งเน้น ศึกษาและกำหนดค่า Carbon Intensity ที่เหมาะสมของอุตสาหกรรมเคมี อาหาร สิ่งทอ แก้วและเซรามิค ในประเทศไทย และ เพื่อประเมินศักยภาพและแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมเคมี อาหาร สิ่งทอ แก้วและเซรามิค ในประเทศไทย

 

ค่า Carbon Intensity ของแต่ละประเภทอุตสาหกรรม


ผลการคำนวณค่า Carbon Intensity เป็นการคำนวณจากแหล่งข้อมูลทุติภูมิเป็นหลักโดยเฉพาะภาคการใช้พลังงานจากข้อมูลของรายงานประจำปี และฐานข้อมูลโรงงานควบคุมรายโรงงานที่เก็บรวบรวมไว้เมื่อปี 2550 จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผลการคำนวณ พบว่า ค่า Carbon Intensity ของอุตสาหกรรมอาหาร เคมี สิ่งทอ แก้ว และ เซรามิก มีค่าเท่ากับ 0.38 0.35 2.98 0.88 และ 0.20 tonCO2eq/ton product ตามลำดับ

นอกจากนี้จากการเปรียบเทียบข้อมูลในรูปของปริมาณก๊าซเรือนกระจกเทียบกับมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ (KgCO2eq/USD) จากข้อมูลการใช้พลังงานในภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานปี 2550 และข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ซึ่งมีข้อมูลอุตสาหกรรมอาหารเคมี สิ่งทอ ผลการคำนวณ พบว่า ค่า Carbon Intensity ของอุตสาหกรรมอาหาร เคมี สิ่งทอ มีค่าเท่ากับ 1.00 1.38 0.27 KgCO2eq/USD สรุปผลการคำนวณดังแสดงในตารางที่ 2 (Download Full paper)


การประเมินศักยภาพและแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกในแต่ละประเภทอุตสาหกรรมค่า Carbon Intensity ของแต่ละประเภทอุตสาหกรรม


จากการประเมินศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของอุตสาหกรรมทั่วโลกโดย International Energy Agency (IEA) พบว่า หากไม่นับรวม CCS และ Recycling and energy recovery แล้ว การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการเปลี่ยนเชื้อเพลิงถือเป็นกลไกหลักสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมโดยมีสัดส่วนรวมกันกว่า ร้อยละ 61 ของศักยภาพทั้งหมด ดังแสดงในภาพที่ 1

 

 

ดังนั้น ในการศึกษาจึงเน้นการประเมินศักยภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก 2 มาตรการหลัก คือ

(1)การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและเทคโลยีการผลิต  โดยกำหนดประสิทธิภาพของเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องจักรพื้นฐานในกระบวนการผลิต ได้แก่ มอเตอร์ไฟฟ้า หม้อไอน้ำ และเตาหลอม

(2)การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงของโรงงานที่มีการใช้น้ำมันเตาและถ่านหินเป็นพลังงานความร้อนมีการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด

 

นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนจากข้อมูลการกระจายตัวของข้อมูลค่า Carbon Intensity รายโรงงาน โดยจะทำการลดในโรงงานที่มีค่า Carbon Intensity สูงกว่าค่า Carbon Intensity เฉลี่ยของแต่ะละอุตสาหกรรมย่อย

 

ผลการประเมินศักยภาพในการลดสามารถสรุปได้ว่ามาตรการในการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักรในกระบวนผลิตสามารถช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมอาหาร เคมี สิ่งทอ แก้ว และ เซรามิก ได้ร้อยละ  6.36 9.34 5.11 5.80 และ 27.66 ตามลำดับ และมาตรการในเปลี่ยนเชื้อเพลิงมาใช้ก๊าซธรรมชาติ สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมอาหาร เคมี สิ่งทอ แก้ว และ เซรามิก ได้ร้อยละ 2.74 8.24 2.13 2.90 และ 0.43 ตามลำดับ   สำหรับในส่วนของการประเมินศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกจากการลดค่า Carbon Intensity ของโรงงานที่มีค่า Carbon Intensity สูงกว่าค่าเฉลี่ยนั้น สามารถลดก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมอาหาร เคมี สิ่งทอ แก้ว และ เซรามิก ได้ร้อยละ  41.5 18.96 27.66 15.22 และ 28.72 ตามลำดับ

 

 

สรุปผล ( Summary)New!

โครงการศึกษาและกำหนดค่า Carbon Intensity ของอุตสาหกรรมเคมี อาหาร สิ่งทอ แก้ว และเซรามิค


×