ข่าวเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก

อนาคตโลกร้อน เย็นได้ด้วยเทคโนโลยีต้านโลกร้อน

นักเทคโนโลยีเนคเทครีวิวความเคลื่อนไหวโลก หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศถอนตัวจาก “ข้อตกลงปารีส” พร้อมทั้งฝากความหวังไว้กับสารพัดเทคโนโลยีช่วยลดโลกร้อน ตั้งแต่บิ๊กดาต้า สมาร์ทโฟนจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก

ข่าวใหญ่ระดับโลกเป็นไปตามคาดเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ผู้มีภาพลักษณ์ “ผู้นำ ขวางโลก” ผู้ชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” และ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ในช่วงหาเสียง ประกาศถอนตัวจาก “ข้อตกลงปารีส” ซึ่ง 197 ประเทศภาคี รวมทั้งสหรัฐ (ยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา) ร่วมลงนาม ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ในปี 2558 ภายใต้ชื่อ “ค็อป 21” ตามกรอบอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มีเป้าหมายให้ชาติต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกลงโดยสมัครใจ เพื่อต่อสู้ภาวะโลกร้อน

เป้าหมายหลักของข้อตกลงปารีสคือควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าเป็นไปได้ ไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่เนื่องจากอเมริกาเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากจีน และถ้าตามเป้าที่ตั้งไว้ สหรัฐต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 28 ของระดับการปล่อยในปี 2005 ให้ได้ภายในปี 2025

การตัดสินใจครั้งนี้ จึงทำให้เกิดกระแสต่อต้านประธานาธิบดี ทรัมป์ ทั้งจากผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งผู้นำทางเทคโนโลยีของโลกอย่างนายอีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัท “เทสลา” ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และนายโรเบิร์ต อิเกอร์ ซีอีโอของบริษัท “วอลท์ ดิสนีย์” ต่างก็ประกาศลาออกจากคณะที่ปรึกษาทางเทคโนโลยีให้แก่ประธานาธิบดีทันที ถึงแม้ว่าในภายหลังนาย โดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาประกาศว่า สหรัฐจะเจรจาตกลงใหม่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อสหรัฐฯ ทั้งด้านธุรกิจ ด้านคนทำงาน และพลเมืองผู้เสียภาษีของประเทศตนก็ตาม แต่หลายมลรัฐในสหรัฐก็เริ่มจับมือกันสร้างเป็นพันธมิตรต้านโลกร้อน (United State Climate Alliance) เริ่มจากแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก และวอชิงตัน โดยมุ่งหน้าจะทำตามเป้าหมายโดยไม่สนใจการตัดสินใจของประธานาธิบดีของตน อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นโอกาสให้ประเทศยักษ์ใหญ่ อย่าง จีนและสหภาพยุโรป กลับมาเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของโลก

นอกจากเรื่องความร่วมมือกัน เทคโนโลยีก็เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยต้านโลกร้อน อย่างเช่น Big Data ที่เอาข้อมูลสภาพแวดล้อมที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลมาทำนายและสร้างโมเดลสภาพอากาศที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น ทำให้เราตระหนักถึงมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เทคโนโลยี Smartphone ที่มีแอพลิเคชั่นฉลาดอย่าง GiveO2 ซึ่งจะช่วยคำนวณหา Carbon Footprint เมื่อเราใช้รถยนต์ในการเดินทางในแต่ละวัน เทคโนโลยี Internet of Things ที่ช่วยการใช้พลังงานภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี Geoengineering ต่างๆ เช่น เทคโนโลยีการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำทะเลด้วยฟาร์มสาหร่าย หรือในอากาศ ด้วยการช่วยกันปลูกต้นไม้

เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนสะอาด อย่างเช่น เซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาให้เก็บพลังงานได้จากแสงทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นแสงแดดเท่านั้น เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่ช่วยเก็บพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ หรือกังหันลม ไว้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รถยนต์ไฟฟ้าที่จะมีราคาถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ภายในปี 2025

ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีทั้งหมดนี้จะช่วยลดโลกร้อนได้และทำให้โลกน่าอยู่ได้โดยไม่ต้องสนใจว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ จะขวางกระแสลดโลกร้อนไปได้นานเพียงไร เป็นหน้าที่เราพลเมืองของโลกทุกคนต้องมาช่วยกันครับ

*บทความโดย ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการ ศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ ที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ


ที่มาของบทความและรูปภาพประกอบ: http://www.bangkokbiznews.com

×