ข่าวเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก

ADB เตือน “เอเชียแปซิฟิก” มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญหายนะจาก “โลกร้อน”

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น เกิดพายุที่รุนแรงขึ้น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และแนวปะการังในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะสูญสลายไปในที่สุด หากทุกประเทศไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่ให้ไว้ต่อข้อตกลงภูมิอากาศปารีสอย่างจริงจัง นักวิทยาศาสตร์เผยวันนี้ (14 ก.ค.) พร้อมเตือนว่าโลกกำลังเผชิญความท้าทาย “อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

รายงานซึ่งจัดทำโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank - ADB) ร่วมกับสถาบันวิจัยผลกระทบด้านภูมิอากาศปอตสดัม (Potsdam Institute for Climate Impact Research - PIK) ระบุว่า การเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาค รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรหลายร้อยล้านคน กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

“ประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญกับวิกฤตความยากจนและหายนะ หากรัฐบาลไม่เริ่มดำเนินการลดผลกระทบ และปรับตัวให้เข้ากับปัญหาสภาพอากาศอย่างรวดเร็วและจริงจัง” บัมบัง ซูซันโตโน รองประธานฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเอดีบี ระบุ

ข้อตกลงภูมิอากาศปารีสซึ่งผู้แทนจาก 195 ประเทศได้ร่วมลงนามเมื่อปี 2015 และเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว กำหนดให้มีการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส จากระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

รายงานของเอดีบีเตือนว่า การบรรลุซึ่งเป้าหมายดังกล่าวจะต้องอาศัยมาตรการที่จริงจังและเร่งด่วน หากทั่วโลกยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับปัจจุบันต่อไป อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ และบางพื้นที่ในเอเชียแปซิฟิกอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส

ทาจิกิสถาน, อัฟกานิสถาน, ปากีสถาน และภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน อาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นถึง 8 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อลักษณะอากาศประจำถิ่น, ความหลากหลายทางชีวภาพ, ผลผลิตทางการเกษตรและประมง และยังกระตุ้นให้เกิดการอพยพย้ายถิ่น เนื่องจากบางพื้นที่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยอีกต่อไป

“ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของบางประเทศ และทำลายความหวังที่จะไปสู่การพัฒนาแบบบูรณาการและยั่งยืน” เอดีบีแถลง

ประชากรราว 2 ใน 3 ของโลกอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีอยู่ 9 ประเทศจากทั้งหมด 15 ประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหายนะทางธรรมชาติมากที่สุด

ประชากรหลายร้อยล้านคนในเอเชียใต้เริ่มที่จะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น และแม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นที่น่าพอใจ ทว่าสถิติจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กลับพบว่า ชาวเอเชียราว 1 ใน 10 คนยังคงติดอยู่ในหล่มความยากจนสุดขั้ว (extreme poverty)

เอดีบีชี้ว่า แต่ละประเทศจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอน เนื่องจากระยะ 10 ปีข้างหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส และเวลานี้หลายประเทศในภูมิภาคก็ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

เอดีบี เตรียมทุ่มเม็ดเงินลงทุนราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2020 เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green growth)


ที่มาของบทความและรูปภาพประกอบ: http://www.manager.co.th


×