ข่าวเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก

ไฟป่าเผา “แคลิฟอร์เนีย”

เหตุการณ์ไฟป่าเผาพื้นที่เกือบ 5 แสนไร่ เต็มไปด้วยไร่องุ่น บ้านพักตากอากาศ ศูนย์ธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยว โรง พยาบาล ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วราว 30 คน หายไปอีกกว่า 400 คน หน่วยดับเพลิงต้องระดมกำลังเกือบ 10,000 นาย เข้าไปช่วยสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลาม และต้องอพยพประชาชน 20,000 คน ออกจากเขตอันตราย ถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ บางคนตั้งข้อสันนิษฐาน เป็นฝีมือพวกขี้ยาทิ้งก้นบุหรี่บนหญ้าแห้ง แต่อีกหลายฝ่ายเชื่อว่า น่าจะมาจากฟ้าผ่ากลางป่า เกิดประกายไฟลุกไหม้ ขณะที่มีกระแสลมแรงและพื้นที่บริเวณดังกล่าวแห้งแล้งเนื่องจากมีภัยแล้งกินเวลายาวนาน

“ฮิลลารี คลินตัน” อดีตผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของพรรคเดโมแครต เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิ อากาศอาจเป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย และ “ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีพายุเฮอริเคน แล้วมาเกิดแผ่น ดินไหว คราวนี้ก็มีไฟไหม้ครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตมากเป็นประวัติศาสตร์” นางคลินตันให้ความเห็น

ในเว็บไซต์ชื่อ “Union of Concerned Scientists” เป็นเว็บไซต์ด้านวิทยาศาสตร์ที่ไม่แสวงหาผลกำไรของ สหรัฐ ตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศเป็นสาเหตุให้เกิดไฟป่าในฝั่งตะวันตกใช่หรือไม่ เว็บไซต์ดัง กล่าวให้คำตอบว่า อากาศร้อนและภาวะแห้งแล้งในฤดูร้อน เป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟป่าเผาผลาญพื้นที่เป็นเวลากว้างใน เวลาอันรวดเร็ว อีกสาเหตุหนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงสภาพผืนดินมาเป็นพื้นที่ชุมชน

เมื่อถามว่า ภาวะโลกร้อนจะเป็นชนวนเกิดความเสี่ยงกับไฟป่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ และคำตอบมีว่า จากภาวะโลก ร้อนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้ผิวดินที่เคยชุ่มชื้นเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เมื่อเกิดฤดูไฟป่าในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ เปลวไฟโหมกระพือเร็วมากลุกลามในพื้นที่ป่าฝั่งทางตะวันตกอันแห้งแล้งและผิวดินที่แห้งกรังอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ยัง เชื่อว่า ไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็วนั้น นอกเหนือจากความร้อนแล้วยังมีปัจจัยจากกระแสลมชื่อ “ซานต้า แอนนา” (Santa Ana winds) เนื่องจากในวันเกิดเหตุไฟไหม้ป่ารัฐแคลิฟอร์เนีย นั้น “ซานต้า แอนนา” มีความเร็วลมแรงอยู่ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังฝั่งตะวันตก เป็นทั้งลมแรงและอากาศที่แห้งจัด

รัฐแคลิฟอร์เนีย เกิดภาวะแห้งแล้งและไฟป่าเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ไม่ได้ลดลง เชื่อว่าภาวะแห้งแล้งที่กินเวลายาวนานในรัฐแคลิฟอร์เนียจะเกิดขึ้นถี่บ่อยเมื่อเปรียบเทียบกับ 100 ปีก่อน ซึ่งความแห้งแล้ง อากาศร้อนจัดทำให้ผิวดินร้อนระอุ น้ำที่อยู่ในดินระเหยออกสู่อากาศ มีผลต่ออุณหภูมิ ร้อนมากขึ้นและร้อนยาวนานขึ้นกว่าปกติ และเกิดคลื่นความร้อน นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา รัฐแคลิฟอร์เนียเกิด คลื่นความร้อนบ่อยครั้ง และไฟป่าแต่ละครั้งกินเวลานาน โดยเฉพาะไฟป่า ถ้านับจากกลางทศวรรษ 1980 ถึงปัจจุบัน เกิดไฟป่ามากขึ้น 4 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงระหว่างปี 2513-2529 และ 2529-2543 บริเวณเกิดไฟไหม้กินพื้นที่ กว้างถึง 6 เท่าตัว และระยะเวลาไฟไหม้ยาวนานกว่าถึง 5 เท่า ซึ่งผลจากไฟไหม้ป่า ทำให้เกิดควันพิษ เขม่าขี้เถ้า กระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์คุณภาพอากาศของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเดวิส ระบุว่า ไฟป่าที่ เผาผลาญพื้นที่ไร่องุ่นของรัฐแคลิฟอร์เนียเพียง 2 วัน ทำให้เกิดควันพิษเขม่าและอนุภาคเล็กๆ เทียบเท่ากับควันรถ ยนต์จำนวน 35 ล้านคัน ในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ปล่อยออกมาทั้งปี ซึ่งรถยนต์ปล่อยเขม่าควันมีขนาด 2.5 ส่วนต่อล้านส่วน เป็นเขม่าควันที่มีพิษต่อร่างกายโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจ และหลอดเลือด นอกจากปัญหาสุขภาพ ร่างกายแล้วไฟป่ายังส่งผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก และระหว่างปี 2543-2552 บ้านเรือนทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าของสหรัฐ เฉลี่ยแล้วตกราวปีละ 665 ล้านดอลลาร์ โดยรัฐบาลกลางสหรัฐใช้งบประมาณ เพื่อควบคุมจัดการไฟป่าปีละ 1,000 ล้านดอลลาร์ ถ้าเทียบกับปี 2543 งบประมาณเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าตัว บ้าน เรือนชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เช่น เบย์เอเรีย และทางเหนือของเมืองซาคราเมนโต เมืองหลวงของรัฐแคลิฟอร์เนีย มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟป่า

“แดเนียล สเวน” นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แห่งนครลอสแองเจลลิส หรือยูซี แอลเอ เป็นอีกคนเชื่อว่า ฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิร้อนแล้งในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศอย่างชัดเจน และ “ที่ชัดยิ่งกว่านั้น อิทธิพลของคนที่มีผลต่อระบบภูมิอากาศในฝั่งตะวันตกของสรัหฐและครอบคลุม พื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้น จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ามากขึ้น” สเวนให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีซี

ต้นไม้ที่แห้ง ผืนดินที่แล้งน้ำ ทำให้ไฟที่ลุกไหม้โหมกระพือลามพร้อมกับกระแสลมที่แรงจัด จากพื้นที่หนึ่งไปสู่พื้นที่หนึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งพื้นที่ไฟป่าเผาผลาญในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ปี 2527-2558 เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัว หรือประมาณ 25 ล้านไร่

ขณะที่ในรายงานของผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยแห่งรัฐไอดาโฮ ระบุว่า สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะฝีมือคนทั่วโลกนั้นเป็นตัวผลักดันให้เกิดไฟป่าอย่างต่อเนื่อง

ก๊าซเรือนกระจกที่คนปล่อยขึ้นไปในอากาศเป็นกับดักความร้อนในชั้นบรรยากาศโลกนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิร้อนมากขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่ออากาศร้อน ไม่มีความชื้น ไม่มีฝน เกิดภาวะแล้งจัดตามมา ดูได้จากค่าเฉลี่ยฝนตกในรัฐแคลิฟอร์เนียต่ำมาก

นักวิทยาศาสตร์ยังชี้อีกว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณตอนกลางและตะวันออก มีอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ มีความสัมพันธ์กับภูมิอากาศแห้งแล้ง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้ในรัฐแคลิฟอร์เนียลุกลามรุนแรง

ปรากฏการณ์เอลนีโญเคยส่งผลกระทบไปทั่วโลกในระหว่างปี 2540-2541 เพราะทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรง นำไปสู่เหตุไฟป่าทั้งในอินโดนีเซีย ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของรัสเซีย บราซิล อเมริกากลางและรัฐฟลอริดา

เพราะฉะนั้น ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียจึงอาจมิใช่เป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมดา หากเป็นผลจากความผิดปกติของธรรมชาติที่มาจากฝีมือของ “คน” ทั้งโลกนั่นเอง


ที่มาของบทความและรูปภาพประกอบ: https://www.matichonweekly.com


×