ข่าวเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก

3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนม.มหิดลตอบโจทย์ Eco U

“มหาวิทยาลัยสีเขียว” (Green University) หรือ “มหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ” (Eco University) ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก แต่สำหรับในประเทศไทย แนวความคิดต่อเรื่องนี้ในภาพรวมของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจและไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ถึงขั้นกำหนดเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย และหนึ่งในนั้นที่ชูธงเดินนำหน้ามาตลอดคือ”มหาวิทยาลัยมหิดล”

๐ ทำไมต้อง Eco University ?

รองศาตราจารย์ ดร.กิติกร จามรดุสิต รองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เนื่องจากในการขับเคลื่อนองค์กรรวมทั้งมหาวิทยาลัยนั้น ที่ผ่านมามิติด้านสิ่งแวดล้อมมักจะถูกมองแยกจากมิติด้านเศรษฐกิจ ทั้งที่ควรจะมองเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะองค์กรหรือมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายในการพัฒนาและต้องการการเติบโต ดังนั้น เมื่อมีการเติบโตจึงต้องมีการใช้ทรัพยากรมากขึ้นและเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดปริมาณหรือจำนวนการใช้ทรัพยากร เช่น การใช้ไฟฟ้าหรือการใช้น้ำจึงไม่ใช่คำตอบ แต่คำตอบ คือ การใช้ไฟฟ้าหรือการใช้น้ำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งแนวความคิดในเรื่อง Eco University หมายถึง การมองทั้งมิติด้านเศรษฐศาสตร์ (Economic) และมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) ควบคู่กันไป


๐ เคลื่อนยุทธศาสตร์ผ่าน 3 กลยุทธ์

มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ (Eco University) โดยเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2558 ด้วยการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ผ่าน 3 กลยุทธ์ ประกอบด้วย 1. Resources Efficiency 2. Low Carbon Society ซึ่งต่อมาในปี 2561 ปรับเป็น Low Carbon Technology & Innovation เพราะต้องการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น และ 3. Community Engagement

กลยุทธ์ที่หนึ่ง Resources Efficiency คือ “ส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร” โดยมี 4 แผนงาน ได้แก่ 1) การจัดทำฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ทรัพยากร การปล่อยของเสียและการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง เพื่อนำมาวิเคราะห์หาแนวทางการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดปริมาณของเสีย และการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินและการออกแบบอาคารสถานที่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและนวัตกรรมด้านพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการใช้หลักการ 3R 3) การลดปริมาณกากของเสีย ด้วยการรณรงค์ส่งเสริมและจัดกิจกรรมเพื่อกระต้นให้เกิดจิตสำนึกในการช่วยกันลดปริมาณกากของเสีย ส่งเสริมการแยกขยะและพัฒนาจุดคัดแยกขยะที่ได้มาตรฐาน การพัฒนาระบบจัดการขยะอันตรายที่ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดปริมาณกากของเสีย และ 4) การใช้ประโยชน์ที่ดินและการควบคุมอาคาร ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้แนวคิดการออกแบบเชิงนิเวศ ในการออกแบบการก่อสร้างอาคารและภูมิทัศน์โดยรอบและส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานของการสร้างดุลยภาพในมิติด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

กลยุทธ์ที่สอง Low Carbon Society หรือ Low Carbon Technology&Innovation คือ “ส่งเสริมความเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ และการใช้เทคโนโลยีกับนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก” ด้วยการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกโดยส่งเสริมให้เกิดระบบการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยและการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในระดับหน่วยงานและมหาวิทยาลัย นำสู่การประเมินปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรที่ประเมินได้ และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาทางบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และกิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซขององค์กรในหน่วยงานแต่ละระดับ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกสู่ชุมชนโดยรอบเพื่อส่งเสริมการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ

กลยุทธ์ที่สาม Community Engagement คือ “ส่งเสริมให้เกิดพันธกิจสัมพันธ์กับชุมชน” โดยมี 3 แผนงาน ได้แก่ 1) ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และการศึกษา ด้วยการส่งเสริมให้เกิดมีการประยุกต์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนลงในรายวิชาการศึกษาของนักศึกษาในทุกระดับ สร้างหลักสูตรสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เพื่อการเผยแพร่องค์ความรู้สู่ชุมชนและสังคม และสร้างเครือข่ายเพื่อการจัดการความรู้อย่างยั่งยืนในทุกระดับ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในระดับนานาชาติ 2) ด้านการวิจัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมส่งเสริมให้เกิดการวิจัยสีเขียว ด้วยการเลือกใช้สารเคมีและวัตถุดิบเพื่อการทำวิจัยที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และส่งผลต่อสุขภาพน้อยที่สุด สนับสนุนให้มีระบบการป้องกันการปล่อยมลภาวะ และการบริหารจัดการกากของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นจากการวิจัยอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการพัฒนาโจทย์วิจัยที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนในด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และ 3) ด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงสนับสนุนนโยบายความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านการจราจร สภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมทั้ง การทำงานในห้องปฏิบัติการ ให้นำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมและพัฒนาการบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป


๐ 6 ตัวชี้วัดตอบโจทย์

เพื่อให้แผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเชิงนิเวศของมหาวิทยาลัยมหิดลวัดผลได้อย่างชัดเจน จึงมีการจัดทำ 6 ตัวชี้วัดเป็นเกณฑ์ โดยในปี 2560 มีผลการดำเนินงานดังนี้ คือ 1. มีการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มากกว่าร้อยละ 50 พบว่า มี 15 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 44.12 ที่ผ่านเกณฑ์ 2. อัตราการใช้ไฟฟ้าไม่เพิ่มขึ้น พบว่า มี 21 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 56.76 ที่ผ่านเกณฑ์ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 11 หน่วยงาน คิดเป็น 2,224.68 MW และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้ไฟฟ้าในปี 2560 ลดลง คิดเป็นร้อยละ 0.63 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 3. อัตราการใช้น้ำประปาไม่เพิ่มขึ้น พบว่า มี 21 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 56.76 ที่ผ่านเกณฑ์ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ทั้งสิ้น 9 ส่วนงาน คิดเป็น 85,972.11 ลบ.ม. และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้น้ำในปี 2560 ลดลง คิดเป็นร้อยละ 6.11 ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด 4. หมวดกากของเสีย มีการคัดแยกขยะรีไซเคิลเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 พบว่า มี 36 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 12.47 ที่ผ่านเกณฑ์ และจากผลการดำเนินการปี 2559 พบว่า ในปี 2560 มีการคัดแยกขยะรีไซเคิลเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.47 และมีขยะรีไซเคิล 1,207 ตัน 5. หมวดอาคาร มีองค์ประกอบอาคารเขียวมากกว่าร้อยละ 50 พบว่า มี 25 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 67.57 และ 6. หมวดก๊าซเรือนกระจก ส่วนงานสามารถประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้ครบร้อยละ 100 ทุกส่วนงาน พบว่า มี 37 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 94.87 ที่ผ่านเกณฑ์ และมี 16 ส่วนงาน ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้คิดเป็น 9,264 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่วัดผลได้จากตัวชี้วัดและเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความสำเร็จในการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ให้ขับเคลื่อนได้อย่างดีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา


ที่มาของบทความและรูปภาพประกอบ: https://mgronline.com


×