ข่าวเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก

โลกทุบสถิติร้อนที่สุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

     ภาพที่นาซาเผยแพร่เมื่อ ก.พ.2019 แสดงอุณหภูมิพื้นผิวโลกระหว่างปี ค.ศ.2014-2018 โดยอุณหภูมิที่สูงกว่าอุณหภูมิปกติแสดงในแดง ส่วนอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิปกติแสดงในสีน้ำเงิน ทั้งนี้ จากการคำนวณของหลายหน่วยงานได้ผลตรงกันว่าปี 2018 เป็นที่โลกร้อนที่สุดเป็นอันดับ 4 นับแต่เริ่มบันทึกอุณหภูมิโลก (Kathryn Mersmann/NASA - Scientific Visualization Studio via AP)

     สหประชาชาติยืนยันว่า ในช่วง 4 ปีหลังนี้โลกร้อนสูงสุดต่อเนื่องติดต่อกัน นับตั้งแต่เราเริ่มบันทึกอุณหภูมิของโลก ชี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” นั้นจะเดินหน้าต่อไปอีกเป็นระยะเวลายาวนาน

     รายงานจากเอเอฟพีเผยว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meterological Organization) ขององค์การสหประชาชาติ ได้ระบุไว้เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา ปี ค.ศ.2018 ถูกจัดให้เป็นปีที่ร้อนสูงสุดเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่มีบันทึกอุณหภูมิโลก พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องลงมือควบคุมภาวะโลกร้อนที่กำลังเร่งเครื่องขึ้นเรื่อยๆ

     “ล่าสุดองค์การอุตุนิยมวิทยายังได้น้ำข้อมูลอุณหภูมิโลกช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ของปี 2018 ที่ผ่านมาเข้าไปร่วมคำนวณในแบบจำลองทางภูมิอากาศ และได้ข้อสรปว่า อุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยเมื่อปี 2018 นั้นสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม 1 องศาเซลเซียส

     ส่วนปีที่ร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์คือปี 2016 ซึ่งได้แรงหนุนจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ที่ทำให้ปีดังกล่าวร้อนมากขึ้น อีกทั้ง 20 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ยังเกิดขึ้นในช่วง 22 ปีหลังมานี้ด้วย 

     เพตเตอรี ตาลัส (Petteri Taalas) เลขาธิการทั่วไปขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก กล่าวว่าแนวโน้มของอุณหภูมิระยะยาวนั้นมีความสำคัญมากกว่าอันดับอุณหภูมิรายปี และแนวโน้มระยะยาวคืออุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งบอกด้วยว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานั้นผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ทั้งบนบกและในมหาสมุทร 

     ทางด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุว่าอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นยังก่อให้เกิดสภาพอากาศที่วิปริตหลายๆ อย่าง เช่น พายุเฮอริเคน ภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลัน โดยตาลัสกล่าวว่า สภาพอากาศรุนแรงหลายอย่างนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และเป็นเรื่องจริงที่เราจำเป็นต้องเผชิญหน้า 

     ทางด้านสหประชาชาติระบุด้วยว่า ปี ค.ศ.2019 นี้ยังรับเอาสิ่งที่ปี ค.ศ.2018 หลงเหลือไว้ ตัวอย่างเช่นออสเตรเลียที่เผชิญอากาศเดือน ม.ค.ที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังเตือนด้วยว่า คลื่นความร้อนที่รุนแรงนั้นจะเกิดถี่ขึ้นมาก เนื่องจากผลพวงของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

     นอกจากนี้ยังมีรายงานที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับภูมิอากาศ ที่เผยแพร่โดยองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และองค์การบริหารมหาสมุทรศาสตร์และบรรยากาศสหรัฐฯ (NOAA) ยืนยันว่าปี 2018 ที่ผ่านมาคือปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ 

     อีกทั้งมีรายงานสังเกตการณ์ว่าทะเลน้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกและแอนตาร์กติกนั้น ทำสถิติลดเหลือต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 

     ด้านโนอาแถลงด้วยว่ามีภัยพิบัติจากสภาพอากาศเลวร้าย 14 เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุของการสูญเสียคิดเป็นมูลค่ามากกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยระบุว่า เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนอย่างน้อย 247 ราย และคิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 9.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท 

     ส่วนปรากฏการณ์ลมหมุนขั้วโลก หรือ โพลาร์วอร์เทกซ์ (polar vortex) ที่เกิดขึ้นในภาคตะวันตกตอนกลางของสหรัฐฯ จนทำให้อุณหภูมิลดต่ำถึง -53 องศาเซลเซียสนั้น ทางตาลัสจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกล่าวว่าเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงภาวะขั้วโลกที่ร้อนขึ้น ซึ่งความหนาวเย็นของละติจูดที่ต่ำลงมาจากขั้วโลกก็เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลที่แถบอาร์กติก 

     “สิ่งที่เกิดขึ้นที่ขั้วโลกไม่ได้คงอยู่แค่ขั้วโลกเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อสภาพอากาศและลักษณะภูมิอากาศของละติจูดที่อยู่ด้านล่างลงมา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีประชาชนหลายล้านคนอาศัยอยู่” ตาลัสกล่าว 

     ยิ่งโลกยังคงเดินหน้าพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลมากเท่าไร ก๊าซเรือนกระจกก็ยิ่งสะสมเพิ่มมากขึ้น และกักเก็บความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศ ซึ่ง โรวาน ซัตตัน (Rowan Sutton) ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์บรรยากาศสหรัฐฯ (National Centre for Atmospheric Science: NCAS) กล่าวว่าลักษณะเช่นนี้หมายถึงสถิติปีที่โลกร้อนที่สุดจะเกิดขึ้นตามมาอีกเรื่อยๆ 

     “อีก 5 ปีจากนี้อุณหภูมิที่ร้อนจัดอย่างที่เห็นทุกวันนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ และอาจจะเกิดอุณหภูมิที่ร้อนมากยิ่งขึ้นอีก เป็นไปได้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีอาจจะทำสถิติใหม่ทุกปี” ซัตตันกล่าว

     สอดคล้องกับที่ ไบรอัน ฮอสกินส์ (Brian Hoskins) ประธานสถาบันแกรนแธม มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน เห็นด้วยกับคาดการณ์ดังกล่าว และเปรียบเปรยการขาดมาตรการที่เด็ดขาดต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศว่า เราเป็นเหมือนนักไต่เขาที่พยายามไต่ขึ้นสู่ที่สูง ทั้งที่รู้ว่าจะไม่มีออกซิเจนเหลืออยู่ที่ความสูงระดับหนึ่ง แต่เราก็ยังคงไต่ขึ้นไป

 

ที่มาของข่าว: https://mgronline.com/science/detail/9620000013391?fbclid=IwAR0al_LygQwCwOX_Cl45Hjy-4qYWTm9b4RVQiC1xbcl04X5lvxjmAdAMdlc

 


×