banner_list

บทความ

 

สารจากนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

09 มิ.ย. 63

 

สารจากนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์
ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
(องค์การมหาชน)

 
 







     38 ปี ที่ผมเคยทำงานในวงการพลังงาน โดยเริ่มทำงานที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3 ปี และร่วมก่อตั้ง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีก 35 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุ ผมจึงพอจะมีความรู้และประสบการณ์ เกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบจากการผลิตพลังงานจาก Fossil Fuel รวมทั้งประโยชน์จากการนำเอาพลังงานทดแทน เช่น Biodiesel, Ethanol มาใช้แทนน้ำมัน หรือการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Farm, Solar Roof) มาใช้แทนการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบเดิมจากเชื้อเพลิง Fossil เท่านั้น ซึ่งพบว่าพลังงานทดแทนมักจะมีราคาแพงกว่า แต่ก็ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ซึ่งเป็นสาเหตุให้โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ) ผมได้ร่วมต่อสู้ผลักดันมาโดยพัฒนาเพื่อให้เกิด Green Energy ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย จนปัจจุบันเรามีการใช้ Gasohol (E10/E20/E85) ซึ่งผสม Ethanol ในสัดส่วนต่างๆ 10-20-85%, มีการใช้ Biodiesel (B7/B10/B20) ผสมในน้ำมันดีเซล ระดับ 7-20% รวมทั้งพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ให้แพร่หลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องของประเทศไทย ที่จะต้องผลักดันพลังงานสะอาดในรูปแบบต่างๆต่อไปอีก
     ในโอกาสที่ผมได้รับการเห็นชอบ จากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2563 ในวาระ 4 ปี ผมนับเป็นผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก คนที่ 3 จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมาครับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) แห่งนี้ เป็นองค์การมหาชน ที่มีภารกิจหลักๆ คือ เป็นองค์กรหลักที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิด “โครงการหรือกิจกรรมในทุกภาคส่วน” ให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงเมื่อเทียบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และดูแลงานด้านวิชาการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการตรวจรับรองปริมาณ Carbon Credit เพื่อสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ซึ่งได้เข้าร่วมภาคีภายใต้ข้อตกลงปารีส และได้แสดงเจตจำนงในการร่วมลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ ในปี 2573 อย่างน้อย 20% จากอัตราที่เคยทำแบบเดิมๆ (Business As Usual) นอกจากนี้ องค์การยังจะต้องทำหน้าที่ในการเผยแพร่ความตระหนักรู้ในภัยร้ายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก ต่อประชาชน ภาคเอกชน ประชาสังคม ให้กระจาย และมีจิตสำนึกช่วยลดโลกร้อนอย่างจริงจัง รวมถึงเป็นศูนย์ข้อมูลเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, โครงการการจัดการ และ องค์การนี้จะต้องเป็นศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบครบวงจรอีกด้วย
     ผมเสนอที่จะผลักดันแผนปฏิบัติการ 4 ปี ที่เรียกว่า “TGO 4.0” เพื่อส่งเสริมและสร้าง “แนวร่วม คนไทย ลดโลกร้อน (THAI  LOW  CARBON  SOCIETY)” ให้แพร่กระจายในวงกว้าง ภายใต้แนวคิด “ลดโลกร้อน = ลดผลความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Save “Climate Change” = Save Thai Economy
คำว่า “TGO 4.0” หมายถึง การบริหารงานทุกภาคส่วนจะต้องเป็นไปด้วยการคิดใหม่/ทำใหม่ ด้วยนวัตกรรมที่จะส่งเสริมไปสู่เป้าหมายที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้แก่ 
               • การสร้าง New Normal Innovations ในวิธีการทำงานต่างๆ (รวมถึงมาตรการที่เกิดจากผลกระทบ COVID 19 ด้วย) 
               • การเสนอแนวทางแบบ Big Change หรือ Disruped Innovations ก็ได้
แนวทางหรือยุทธวิธีไปสู่ความสำเร็จ จะประกอบด้วย 3 เสาหลัก (3E Strategy) คือ
               Explore : แสวงหาทางเลือกใหม่, โอกาสใหม่, ทดลองทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำ ได้แก่ : องค์กรพันธมิตร, กลุ่มเป้าหมาย, รูปแบบการส่งเสริม, รูปแบบการรับรอง, วิธีทำงาน, พฤติกรรม, เทคนิค เป็นต้น
               Expertise : น่าเชื่อถือในความสามารถ ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา, สรุปบทเรียน, SHARE, ปรับปรุงให้ดีขึ้น ทำให้เกิด Knowledge Platform โดยเฉพาะคนของ TGO ที่ต้องรู้จริงด้า Climate Change, Climate Action นำไปสู่ความน่าเชื่อถือ (Trusted) ต้องอย่าลืมแกนหลักด้านคุณธรรม
               Execute : ต้องทำงานกับคนอื่นๆ อย่างเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ (As A Partner) มีเมตตา หวังดี จริงใจ ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ทุ่มเท ค้นหาวิธีที่ถูกต้อง ตรงเป้า
สิ่งที่ผมอยากเห็นภายใน 4 ปี
1. “Low Carbon Society” กลุ่มพิทักษ์โลกร้อน ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เข้าถึงอย่างแท้จริง เรื่อง ผลกระทบ และสิ่งที่ต้องทำเปลี่ยนแปลง
2. “TGO 4.0” ได้ช่วยผลักดันให้ ผู้ประกอบการ, ผู้นำเมือง, ประชาชน ร่วมกันนำเสนอโครงการดีๆ เพื่อลดโลกร้อน ทั้งด้านลด และกักเก็บจากการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ของไทย
3. “ประเทศไทย สามารถบรรลุเจตจำนงที่ให้ไว้กับ ข้อตกลงปารีส ภายในปี 2573 ได้” น่าภูมิใจ และมีเกียรติภูมิระดับโลก
4. “TGO 4.0” เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง หรือ HPO (High Performance Organization) สามารถนำเอาเทคโนโลยี Digital เข้ามาใช้ในการบริหารงานทุกๆ ส่วน ให้เกิด Platform แบบ One Stop Service เป็นที่ประทับใจ มีศูนย์เรียนรู้ด้านสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก ต่อผู้เยี่ยมชม
5. “TGO 4.0 Academy” ที่เป็น E-Platform เรียนออนไลน์ได้ เป็นแหล่งสถาบันหลักในการพิจารณาความรู้ ทักษะ : ด้านเทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในทุกระดับ ตั้งแต่ ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหาร ผู้ตรวจประเมิน ประชาชนทั่วไปผู้สนใจรักสิ่งแวดล้อม
6. “คน TGO 4.0” มีค่านิยม “I AM TGO”
              I = Innovation = ผลักดันสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ให้เกิดขึ้น
               AM = Agility + Mobility = สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลง ได้อย่างรวดเร็ว
               T = Trusted = เป็นที่น่าเชื่อถือในความรู้ ความสามารถ ความเที่ยงตรง
               G = Global = เป็นคนที่สามารถสื่อสาร/ต่อรอง ระดับนานาชาติได้
               O = Openness = เป็นคนเปิดเผย โปร่งใส แบ่งปันความรู้ต่อผู้อื่น
     สุดท้ายนี้ ผมขอการสนับสนุนจากทุกๆ ท่าน รวมทั้งน้อมรับข้อเสนอแนะจากทุกๆ ท่าน และจากภาคส่วน ที่จะเป็นประโยชน์ มาที่ TGO เพื่อให้เราได้นำคำแนะนำมาเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง องค์การต่อไป และขอชวนพวกเรามาร่วมเดินทางเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากภัยโลกร้อนกันต่อไปครับ


     
นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์
ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก