banner_list

CDM

 

CDM

หลักการ

1. CDM คือ 

กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) เรียกโดยย่อว่า CDM เป็นกลไกหนึ่งที่กำหนดขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโตเพื่อช่วยให้ประเทศอุตสาหกรรมซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มภาคผนวกที่ 1 (Annex I countries) สามารถบรรลุพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2555 ให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2533 ประมาณร้อยละ 5 โดยซื้อคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการทำโครงการ CDM ในประเทศกลุ่มนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex I countries) ที่เรียกว่า Certified Emission Reduction หรือเรียกโดยย่อว่า CERs เพื่อนำไปหักลบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

CERs คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่โครงการ CDM สามารถลดได้ และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการบริหารโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM Executive Board) เรียกโดยย่อว่า CDM EB โครงการ CDM ต้องเป็นการดำเนินงานโดยความสมัครใจเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม จากการดำเนินการทั่วไป และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศทั้งในแง่ของทรัพยากรสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

ทั้งนี้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกการพัฒนาที่สะอาดได้ที่

  • คู่มือพื้นฐานด้านกลไกการพัฒนาที่สะอาด
  • http://cdm.unfccc.int

2. หลักการในการดำเนินโครงการ CDM

  1. ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากโครงการ CDM นี้จะต้องได้รับการรับรอง (Certify) โดยหน่วยปฏิบัติการ (UNFCCC CDM-Executive Board, Designated Operational Entity: DOE และ Designated National Authority: DNA) ซึ่งแต่งตั้งโดย COP/MOP
  2. จะต้องเป็นการเข้าร่วมดำเนินการด้วยความสมัครใจ (Voluntary participation) โดยได้รับความเห็นชอบจากภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความเห็นชอบของประเทศที่ตั้งโครงการ
  3. จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริง ตรวจวัดได้ และเป็นประโยชน์ในระยะยาวที่จะบรรเทากับเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจะต้องเป็นปริมาณที่ลดที่ได้เพิ่มเติม (Additionality) จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปกติในกรณีที่ไม่มีการดำเนินโครงการ CDM ที่ได้รับการรับรอง
  4. จะต้องเป็นโครงการที่มีการดำเนินการเพิ่มเติมจากธุรกิจปกติ (business as usual) ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเงิน (financial) การลงทุน (investment) เทคโนโลยี (technology) และสิ่งแวดล้อม (environment)
  5. จะต้องสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นประเทศภาคีที่ตั้งโครงการ
  6. กระบวนการต่างๆ จะต้องมีความโปร่งใส (Transparency) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) และตรวจสอบได้ (Accountability) โดยผ่านการตรวจสอบ (auditing) และการตรวจพิสูจน์ (verification) อย่างมีอิสระ

3. ลักษณะ/ประเภทของโครงการ CDM

โครงการ CDM แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่

  • โครงการ CDM ทั่วไป (Single project)
  • โครงการ CDM ขนาดเล็ก และการควบรวมโครงการ (Bundling)
  • โครงการ CDM แบบแผนงาน (Programme of Activities: PoA)

 

1. โครงการ CDM ทั่วไป (Single project)

โครงการ CDM ทั่วไปภายใต้พิธีสารเกียวโตได้ถูกกำหนดและแบ่งประเภท (Sectoral scope) ออกเป็น 16 ประเภทโครงการ มีดังนี้

 

ประเภทที่


ประเภทโครงการ


ประเภทที่


ประเภทโครงการ

1   อุตสาหกรรมด้านพลังงาน (จากแหล่ง    พลังงานหมุนเวียนและพลังงานที่ใช้      แล้วหมดไป) (Energy industries    (Renewable / Non-renewable    sources)) 9   การผลิตโลหะ (Metal production)
2   การจำหน่ายพลังงาน (Energy          distribution) 10   การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการ        ผลิตพลังงานต่างๆ (ของแข็ง น้ำมัน และ ก๊าซ)      (Fugitive emissions from fuels (solid,        oil and gas))
3   การใช้พลังงาน (Energy demand) 11   การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและ      การใช้สารฮาโลคาร์บอนและซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออ    ไรด์ (Fugitive emissions from production    and consumption of halocarbons and        sulphurhexafluoride)
4   อุตสาหกรรมการผลิต                      (Manufacturing industries) 12   การใช้สารละลาย (Solvent use)
5   อุตสาหกรรมเคมี (Chemical            industries) 13   การจัดการขยะและของเสีย (Waste handling      and disposal)
6   การก่อสร้าง (Construction) 14   การปลูกป่าและการฟื้นฟูป่า (Afforestation        and reforestation)
7   การขนส่ง (Transport) 15   การเกษตรกรรม (Agriculture)
8   เหมืองแร่และการถลุงแร่ (Mining/      Mineral production) 16   การดักเก็บและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์        (Carbon Capture and Storage)

 

2. โครงการ CDM ขนาดเล็ก และการควบรวมโครงการ (Bundling)

โครงการ CDM ที่มีขนาดเล็ก มีข้อดีคือจะใช้ระเบียบที่ง่ายขึ้น เอกสารข้อเสนอโครงการที่ไม่ซับซ้อน มีวิธีการในการคำนวณการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกและการติดตามประเมินผลที่ง่ายขึ้น เสียค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนต่ำกว่าโครงการปกติ อีกทั้งสามารถใช้หน่วยงานปฎิบัติการในการตรวจสอบ (DOE) รายเดียวกันในการตรวจสอบ การยืนยันและการรับรอง อย่างไรก็ตาม โครงการจะต้องเป็นไปตามที่กำหนดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

Type I: โครงการพลังงานหมุนเวียน ต้องมีกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 15 MW

Type II: โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Supply (เช่น ในโรงไฟฟ้า) หรือด้าน Demand (เช่น ด้านโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้า) ต้องสามารถลดการใช้พลังงานไม่เกิน 60 GWh ต่อปี

Type III: โครงการอื่นๆ ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ส่วนโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าขนาดเล็กนั้นต้องมีการดูดซับก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 16,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

นอกจากนี้ โครงการขนาดเล็กยังสามารถรวมโครงการหลายๆ โครงการเข้าด้วยกัน (Bundling) เรียกว่า Small scale bundling project โดยใช้เอกสารข้อเสนอโครงการฉบับเดียว ทั้งนี้ ขนาดของโครงการโดยรวมจะต้องไม่เกินข้อกำหนดของโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดขนาดเล็ก และการ Bundling นี้มีข้อจำกัดคือโครงการที่รวมกันนั้น แต่ละโครงการย่อยจะต้องเริ่มพร้อมกัน และมีระยะเวลาในการคิดคาร์บอนเครดิตเท่ากัน

 

3. โครงการ CDM แบบแผนงาน (Programme of Activities: PoA)

โครงการแบบ PoA นี้ถือเป็นแนวคิดโครงการ CDM ที่นำโครงการย่อยจำนวนหนึ่งหรือหลายโครงการก็ได้มารวมกันเป็นกิจกรรมโครงการ (CPA: CDM Programme Activity) และรวมหลายกิจกรรมโครงการ CPA นี้ภายใต้ PoA เดียวกัน เพื่อลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายบางส่วนลง โดยภาพรวมแล้ว โครงการ CDM PoA จะมีลักษณะเฉพาะดังนี้

  • จะมีการจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการแผนงาน ที่เรียกว่า PoA-DD สำหรับแผนงานเพียงฉบับเดียว (และใช้ตลอดอายุโครงการ) เพื่อใช้สำหรับการขอขึ้นทะเบียนโครงการต่อ CDM Executive Board
  • จะมีการจัดทำเอกสารออกแบบกิจกรรมโครงการ (CPA-DD) และรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ในรูปของ EIA หรือ IEE) สำหรับการขอขึ้นทะเบียนกิจกรรมโครงการครั้งแรกต่อ CDM Executive Board และการขอหนังสือรับรองจาก TGO
  • จะมีการจัดทำเอกสารออกแบบกิจกรรมโครงการ (CPA-DD) และกรอบของการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับกิจกรรมโครงการลำดับถัดมา
  • มีระยะเวลาของ PoA ไม่เกิน 28 ปีสำหรับโครงการ CDM ทั่วไป และไม่เกิน 60 ปีสำหรับโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูป่า
  • แต่ละโครงการย่อยใน PoA เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นหรือสิ้นสุดพร้อมกันแต่อย่างใด และแต่ละกิจกรรมโครงการจะนับ Crediting period แยกตามของตนเอง

การพัฒนาโครงการ

1. ขั้นตอนการพัฒนาโครงการ
 


รูปแสดงขั้นตอนการดำเนินโครงการภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด

หมายเหตุ
  • DOE หมายถึง หน่วยงานปฏิบัติการในการตรวจสอบ (Designated Operational Entities)
  • CDM EB หมายถึง คณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM Executive Board)

ขั้นตอนการดำเนินโครงการภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด

1. 
การแสดงเจตจำนงในการพัฒนาโครงการ ผู้พัฒนาโครงการต้องแจ้งความประสงค์ที่จะพัฒนาโครงการเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด โดยจะต้องยื่น แบบฟอร์ม F-CDM-Prior consideration (Prior Consideration of the CDM Form) ตามแบบฟอร์มที่ CDM EB กำหนด โดยให้ยื่นต่อ อบก. และ CDM EB ภายใน 6 เดือนนับจากวันที่เริ่มต้นดำเนินโครงการ (Starting Date)*

หมายเหตุ : * วันที่เริ่มต้นดำเนินโครงการ หมายความว่า วันที่เริ่มต้นผูกพันกับค่าใช้จ่าย หรือ การก่อสร้าง หรือ ลงมือปฏิบัติใดๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมของโครงการ เช่น การลงนามในสัญญาเกี่ยวกับการซื้อ เครื่องจักร การก่อสร้าง หรือ การกระทำใดๆ เกี่ยวกับกับกิจกรรมของโครงการ เป็นต้น

Download:

2. การออกแบบโครงการ (Project Design) ผู้พัฒนาโครงการจะต้องออกแบบลักษณะ ของโครงการและจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document: PDD) โดยมีการกำหนดขอบเขตของโครงการ วิธีการคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิธีการในการติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

3. การตรวจสอบเอกสารประกอบโครงการ (Validation) 
ผู้พัฒนาโครงการจะต้องว่าจ้างหน่วยงานกลางที่ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการบริหารฯ หรือที่เรียกว่า Designated Operational Entity (DOE) ในการตรวจสอบเอกสารข้อเสนอโครงการว่าเป็นไปตามข้อกำหนดต่างๆ หรือไม่ ซึ่งรวมถึงการได้รับ ความเห็นชอบในการดำเนินโครงการจากประเทศเจ้าบ้านด้วย

4. การขึ้นทะเบียนโครงการ (Registration)
 เมื่อ DOE ได้ทำการตรวจสอบเอกสารข้อเสนอโครงการ และลงความเห็นว่าผ่านข้อกำหนดต่างๆ ครบถ้วน จะส่งรายงาน ไปยังคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM EB) เพื่อขอขึ้นทะเบียน โครงการ

5. การติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Monitoring)
 เมื่อโครงการได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ CDM แล้ว ผู้พัฒนาโครงการจึงดำเนินโครงการตามที่เสนอไว้ในเอกสารข้อเสนอโครงการ และทำการติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่ได้เสนอไว้เช่นกัน

6. การยืนยันการลดก๊าซเรือนกระจก (Verification)
 ผู้พัฒนาโครงการจะต้องว่าจ้างหน่วยงาน DOE ให้ทำการตรวจสอบและยืนยันการติดตามการลดก๊าซเรือนกระจก

7. การรับรองการลดก๊าซเรือนกระจก (Certification)
 เมื่อหน่วยงาน DOE ได้ทำการตรวจสอบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว จะทำรายงานรับรองปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ดำเนินการได้จริงต่อคณะกรรมการบริหารฯ เพื่อขออนุมัติให้ออกหนังสือรับรองปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ หรือ CERs ให้ผู้ดำเนินโครงการ

8. การออกใบรับรองปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Issuance of CER)
 เมื่อคณะกรรมการบริหารฯ ได้รับรายงานรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกจะได้พิจารณาออกหนังสือรับรองปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ หรือ CERs ให้ผู้พัฒนาโครงการต่อไป
ทั้งนี้ ในโครงการ CDM ขนาดใหญ่ หน่วยงานกลาง (DOE) ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารประกอบโครงการ (Validation) และการยืนยันการลดก๊าซเรือนกระจก (Verification) นั้น จะต้องเป็นหน่วยงานคนละหน่วยงานกัน (เช่น คนละบริษัท)

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก
 คู่มือการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สำหรับผู้ประกอบการ

 

2. รายชื่อบริษัทที่ปรึกษา/DOE

1. รายชื่อบริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำ PDD

Download: รายชื่อบริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำ PDD (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2558)

เงื่อนไขและข้อกำหนด

  1. รายชื่อที่ปรึกษาในการจัดทำเอกสารประกอบโครงการที่ อบก. ได้รวบรวมเพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการที่ปรึกษาในการจัดทำเอกสารประกอบโครงการเพื่อยื่นขออนุมัติโครงการกับ อบก. ซึ่งทาง อบก. มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาและไม่ได้มีการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ จากที่ปรึกษาในการเผยแพร่ข้อมูลนี้
  2. การดำเนินงานใดๆ ของที่ปรึกษาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของ อบก.
  3. การอนุมัติโครงการเป็นไปตามหลักเกณฑ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารของที่ปรึกษารายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ
  4. ที่ปรึกษาที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลของตนเองสามารถส่งรายระเอียดมาที่ อบก. หรือทาง email : info@tgo.or.th

2. รายชื่อหน่วยงาน DOE

Download: รายชื่อหน่วยงาน DOE (ข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555)

เงื่อนไขและข้อกำหนด

  1. รายชื่อหน่วยงาน DOE (Designated Operational Entities) ทีทาง อบก. ได้รวบรวมเพื่อประชาสัมพันธ์เป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลของ DOE ซึ่งทาง อบก. มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ DOE และไม่ได้มีการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ จาก DOE ในการเผยแพร่ข้อมูลนี้
  2. การดำเนินงานใดๆ ของ DOE ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของ อบก.
  3. DOE ที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลของตนเองสามารถส่งรายระเอียดมาที่ อบก. หรือทาง email : info@tgo.or.th

การขอคำรับรอง

1. การให้คำรับรองโครงการ

จากหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ภายใต้พิธีสารเกียวโต ที่ระบุให้โครงการที่ดำเนินการจะต้องมีส่วนช่วยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ประเทศเจ้าบ้าน ดังนั้น ผู้พัฒนาโครงการ CDM จะต้องดำเนินการเพื่อขอหนังสือให้คำรับรองโครงการว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Letter of Approval: LoA) จากหน่วยงานกลางประสานการดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Designated National Authority: DNA) ของประเทศเจ้าบ้านที่โครงการ CDM ตั้งอยู่ เพื่อยืนยันว่าโครงการที่เสนอนั้น เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยสมัครใจ และมีส่วนช่วยในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย LoA เป็นเอกสารหนึ่งที่นำไปใช้ประกอบการขอขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ CDM ที่คณะกรรมการบริหารกลไก
การพัฒนาที่สะอาด (CDM Executive Board: CDM EB)

สำหรับประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน): อบก. ในฐานะ DNA ของประเทศไทย ทำหน้าที่ในการพิจารณาให้คำรับรองโครงการ CDM ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Criteria: SD-Criteria) เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้คำรับรองโครงการตามกลไกการพัฒนาที่ สะอาด หลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืนประกอบด้วย 4 หมวดดัชนี ได้แก่ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม สังคม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเศรษฐกิจ รายดัชนีของหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืนจะขึ้นกับลักษณะโครงการ ประเภทโครงการหลัก ๆ ได้แก่ โครงการทั่วไป โครงการภาคขนส่ง โครงการภาคป่าไม้ และโครงการ PoA โดยโครงการที่จะได้รับการรับรองว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดนั้น จะต้องผ่านหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืนที่ อบก.กำหนดขึ้น

2. หลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน

หลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Criteria: SD Criteria) เป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาให้คำรับรองโครงการว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด โดยหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยในปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 3 หลักเกณฑ์ตามประเภทโครงการ คือ โครงการ CDM ทั่วไป โครงการ CDM ภาคขนส่ง และโครงการ CDM ภาคป่าไม้

โครงการที่ผ่านหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน จะต้องได้ผลคะแนนรวมทั้งหมดและคะแนนรวมของแต่ละหมวดดัชนีต้องเป็นบวก ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าโครงการดังกล่าวก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
ทั้งนี้ หากโครงการใดมีการดำเนินงานไม่เป็นไปตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือค่ามาตรฐานกำหนดไว้ หรือไม่มีมาตรการลดผลกระทบให้เป็นไปตามที่มาตรฐานกำหนด ให้ถือว่าเป็นการดำเนินงานที่ขัดต่อกฎหมาย โดย อบก.จะไม่พิจารณาคำขอคำรับรองโครงการ

Download

 

3. ขั้นตอนการพิจารณาให้คำรับรอง

การพิจารณาให้คำรับรองว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดของประเทศไทย หรือ การพิจารณาออกหนังสือให้คำรับรองโครงการ (Letter of Approval: LoA) เป็นการดำเนินงานตามขั้นตอนภายใต้ระเบียบคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ คำรับรองว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด พ.ศ. 2553 โดยมีกำหนดระยะเวลาการพิจารณากลั่นกรองโครงการ ภายใน 180 วันทำการ นับแต่วันที่องค์การฯ ได้รับคำขอและเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ระเบียบกำหนดไว้


รูปแสดงขั้นตอนการพิจารณาให้คำรับรอง

ขั้นตอนการพิจารณาให้คำรับรอง

1. ผู้พัฒนาโครงการยื่นคำขอ พร้อมเอกสารประกอบการพิจารณาให้คำรับรองโครงการตามที่ระเบียบฯ กำหนด

2. อบก. ดำเนินการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นเพื่อพิจารณาความครบถ้วนของเอกสารต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ และแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน 20 วันทำการ นับจากวันที่อบก.ได้รับคำขอ
  • กรณีโครงการเข้าข่ายการคืนโครงการ ตามประกาศคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกว่าด้วยการพิจารณาให้คำรับรองว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด พ.ศ. 2551 ผู้ดำเนินโครงการจะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขและยื่นคำขอกลับเข้ามาใหม่ และให้ถือว่าวันที่ยื่นคำขอกลับมาใหม่เป็นวันที่องค์การได้รับคำขอ
  • กรณีโครงการไม่เข้าข่ายการคืนโครงการแต่พบว่ายังมีข้อมูลไม่ชัดเจน ผู้พัฒนาโครงการจะต้องดำเนินการจัดส่งรายงานข้อมูลชี้แจงเพิ่มเติม จำนวน 5 ชุด พร้อมกับแผ่นบันทึกไฟล์ข้อมูล (CD) จำนวน 5 แผ่น
  • กรณีโครงการมีความครบถ้วนสมบูรณ์/แก้ไขให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วให้ดำเนินงานตามขั้นตอนต่อไป
3. อบก. ดำเนินการจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาให้ความเห็นว่าข้อเสนอโครงการ ขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่หน่วยงานรับผิดชอบหรือไม่

4. อบก. เสนอให้คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก พิจารณาให้ความเห็นก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พิจารณาให้หรือไม่ให้คำรับรองโครงการ ภายใน 180 วันทำการนับจากวันที่ได้รับคำขอ
  • กรณีที่คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการพิจารณาแล้วมีข้อคิดเห็น ขอคำชี้แจง หรือ กำหนดเงื่อนไขในการดำเนินโครงการใดๆ ให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการตามข้อคิดเห็น หนังสือขอคำชี้แจง หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการกำหนด ยื่นต่อองค์การภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก อบก. หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวและผู้ยื่นไม่ยื่นหนังสือที่ไม่สามารถดำเนินการตามข้อคิดเห็น หรือไม่มีหนังสือแจ้ง หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการกำหนด ให้ อบก.เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณายกคำขอรับรองดังกล่าว
5. อบก. แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้พัฒนาโครงการทราบ และเสนอให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมออกหนังสือให้คำรับรองโครงการ (LoA)

Download:

4. เอกสารประกอบการพิจารณาให้คำรับรอง

เอกสารประกอบการพิจารณาให้คำรับรองโครงการ CDM

ผู้พัฒนาโครงการจะต้องยื่นเอกสารเพื่อประกอบการขออนุมัติหนังสือให้คำรับรองว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Letter of Approval : LoA) ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้คำรับรองว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด พ.ศ. 2553 ดังนี้

- กรณีโครงการไม่เข้าข่ายโครงการที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
1. เอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document : PDD) 5 ชุด
2. รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และการประเมินศักยภาพการพัฒนาที่ยั่งยืน (Initial Environment Evaluation (IEE)
and Self-Evaluation on Sustainable Development of CDM project in Thailand : IEE-SD Report)
Download:
5 ชุด
3. แผ่นบันทึกข้อมูล (CD)เอกสาร ตาม (1) และ (2) 10 แผ่น
4. หนังสือยินยอมให้เปิดเผยข้อมูล การอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
Download:
1 ฉบับ
       
- กรณีโครงการเข้าข่ายโครงการที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)*
1. เอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document : PDD) 5 ชุด
2. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environment Impact Assessment : EIA)*
ฉบับสมบูรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบ จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5 ชุด
3. แบบประเมินศักยภาพการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Evaluation Form : SD Evaluation Form)
Download:
5 ชุด
4. แผ่นบันทึกข้อมูล (CD) เอกสาร ตาม (1) (2) และ (3) 10 แผ่น
5. หนังสือยินยอมให้เปิดเผยข้อมูล การอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
Download:
1 ฉบับ

หมายเหตุ : * โครงการที่เข้าข่ายประเภทและขนาดโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นไปตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.onep.go.th/eia)

Download:

5. การเพิ่มกิจกรรมโครงการ (CPA) ในแผนงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว

สืบเนื่องจาก ระเบียบคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้คำรับรองว่าเป็นโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดแบบแผนงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๑๖ กำหนดให้หน่วยงานบริหารโครงการจะต้องแจ้งการเพิ่มกิจกรรมโครงการ (CDM Programme Activities : CPA) ทุกๆ ๑ ปี   หลังจากแผนงานได้รับการขึ้นทะเบียนจากคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM EB) โดยหน่วยงานบริหารโครงการจะต้องจัดส่งเอกสารข้อเสนอโครงการสำหรับกิจกรรมโครงการที่เพิ่มเข้ามาในแผนงาน (CPA-DD) และรายงานผลการปฏิบัติตามกรอบแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมและศักยภาพการพัฒนาที่ยั่งยืน     โดยเมื่อ อบก.พิจารณาแล้วเห็นว่าเอกสารดังกล่าวครบถ้วนสมบูรณ์  จะดำเนินการพิจารณาออกหนังสือตอบรับทราบการเพิ่มกิจกรรมโครงการ (Letter of Acknowledgement) ดังนั้น เพื่อให้การจัดทำเอกสารประกอบการพิจารณาออกหนังสือ Letter of Acknowledgement เป็นไปในแนวทางเดียวกัน อบก.จึงขอให้หน่วยงานบริหารโครงการจัดส่งเอกสารตามรายการและจัดทำรายงานตามแนวทางที่ อบก. กำหนด ดังนี้

เอกสาร แบบฟอร์ม
1. หนังสือแจ้งการเพิ่มกิจกรรมโครงการ (CPA) พร้อมใบนำส่งเอกสารประกอบการขอหนังสือตอบรับทราบการเพิ่มกิจกรรมโครงการ
(Letter of Acknowledgement) จำนวน 1 ชุด
 
2. CPA-DD จำนวน 1 ชุด / 1 CPA -
3. รายงานผลการปฏิบัติตามกรอบแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมและศักยภาพการพัฒนาที่ยั่งยืน จำนวน  1 ชุด / 1 CPA

ประเภท Biogas

 

แนวทาง
การจัดทำ
รายงานฯ

 

ประเภท Biomass

 

แนวทาง
การจัดทำ
​รายงานฯ

 

ประเภท Solar Wind Hydro

 

แนวทาง
การจัดทำ
​รายงานฯ

 

ประเภท Energy Efficiency

 

แนวทาง
การจัดทำ
​รายงานฯ

4. แผ่นบันทึกข้อมูล จำนวน 3 แผ่น -

 

6. ค่าธรรมเนียมการขอคำรับรองโครงการ

ค่าธรรมเนียมในการวิเคราะห์ การตรวจสอบ และการติดตามผลโครงการ ดังต่อไปนี้

1. โครงการที่ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้ไม่เกิน 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี มีอัตราค่าธรรมเนียมโครงการละ 75,000 บาท

2. โครงการที่ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้มากกว่า 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี มีอัตราค่าธรรมเนียม 10 บาท ต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 900,000 บาท ต่อโครงการ

ทั้งนี้ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้เป็นไปตามที่ผู้พัฒนาโครงการระบุในเอกสารข้อเสนอโครงการ

ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป ผู้พัฒนาโครงการจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 ของค่าธรรมเนียมสำหรับโครงการขอคำรับรองต่อ อบก.

Download:

สถิติโครงการ CDM

1. โครงการที่ได้รับ LoA ของประเทศไทย

ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับหนังสือให้คำรับรองโครงการ (Letter of Approval: LoA) แล้ว จากประเทศไทยจำนวน 222 โครงการ (จำแนกประเภทโครงการตาม UNFCCC ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. โครงการประเภททั่วไป จำนวน 215 โครงการ และ 2. โครงการประเภทแผนงาน (PoA) จำนวน 7 โครงการ) คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้จากการดำเนินโครงการ (Expected CERs) 12,710,309   ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

 

2. โครงการ CDM ของประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNFCCC

ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับ LoA และได้รับการขึ้นทะเบียน (Registered) จาก CDM Executive Board จำนวนทั้งสิ้น 154 โครงการ (จำแนกประเภทโครงการตาม UNFCCC ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. โครงการประเภททั่วไป จำนวน 147 โครงการ และ 2. โครงการประเภทแผนงาน (PoA) จำนวน 7 โครงการ) คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้จากการดำเนินโครงการ (Expected CERs) เท่ากับ 7,414,236   ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

 

จากโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ CDM EB แล้วนั้น มีจำนวน 66 โครงการ ที่ได้รับการออกหนังสือรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ (Issuance of CERs) คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 14,165,794 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

 

3. ข้อมูลสถิติโครงการ CDM ของประเทศไทย

 

  ข้อมูลสถิติโครงการ CDM ของประเทศไทย

4. โครงการ CDM ทั่วโลก





สิทธิประโยชน์

รัฐบาลยกเว้นภาษีเงินได้จากการขาย CERs และ VERs

รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศดีขึ้นและภาครัฐมีฐานข้อมูลปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจของภาคเอกชน รวมทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตอันจะเป็นการนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น สมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิในการดำเนินการโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละโครงการ เฉพาะส่วนที่เกิดจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตไม่ว่าจะกระทำในหรือนอกประเทศ

ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 514) พ.ศ. 2554  ได้มีการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 4 ได้แก่ โครงการดังต่อไปนี้

(1) โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด ซึ่งจำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท Certified Emission Reductions (CERs) ที่ได้รับการรับรองการดำเนินโครงการจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกก่อนหรือในปี พ.ศ. 2555

(2) โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท Voluntary Emission Reductions (VERs) ที่ได้ขึ้นทะเบียนการดำเนินโครงการจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกก่อนหรือในปี พ.ศ. 2555


Download

การติดตามประเมินผล

ปัจจุบัน อบก. ได้ออกหนังสือคำรับรองโครงการ (Letter of Approval: LoA) แล้วจำนวน 222 โครงการ และประเทศไทยมีโครงการที่ได้รับ LoA และได้รับการขึ้นทะเบียน (Registered) จาก CDM Executive Board เป็นจำนวนทั้งสิ้น 153 โครงการ ด้วยเหตุนี้ อบก. จึงมีภารกิจในการตรวจติดตามโครงการ CDM ให้มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน

ถาม-ตอบ CDM

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)

Q1. ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด

ตอบ
กลไกการพัฒนาที่สะอาดเปรียบเสมือนแรงจูงใจให้ประเทศกำลังพัฒนาหันมาใช้เทคโนโลยีสะอาดเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศลดน้อยลง แรงจูงใจจากการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด คือ คาร์บอนเครดิต หรือ CER ที่ผู้ดำเนินโครงการจะได้รับ โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากประเทศที่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ประเทศเจ้าของโครงการก็จะเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ในด้านสิ่งแวดล้อมมีการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับชุมชนในพื้นที่โครงการ ลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นโดยการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงาน ลดการใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถทดแทนได้ ด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชน เกษตรกรสามารถนำวัสดุเหลือใช้ เช่น แกลบ เศษไม้ ไปขายเพื่อเป็นวัตถุดิบในการดำเนินโครงการ CDM ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงพลังงานจากต่างประเทศ ด้านสังคม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านสุขภาพอนามัยจากคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น มีบทบาทในเวทีโลกในการแก้ไขปัญหาระดับนานาชาติ


Q2. การดำเนินโครงการ CDM ทั้งโครงการ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่

ตอบ

ประมาณการค่าใช้จ่ายในดำเนินโครงการ CDM มีรายการ ดังนี้
1. การจัดเตรียมเอกสารประกอบโครงการ (PDD) และการตรวจสอบ PDD (Validation) ~ 2.5 ล้านบาท

2. ค่าธรรมเนียมในการขอหนังสือให้คำรับรองโครงการ (LoA) จาก อบก. รายละเอียด ดังนี้

- โครงการขนาดเล็ก หมายถึง โครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่เกิน 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี อัตราค่าธรรมเนียม 75,000 บาท ต่อโครงการ
- โครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่ หมายถึง โครงการที่ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลงได้ มากกว่า 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี อัตราค่าธรรมเนียม 10 บาท ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ อัตราสูงสุด ไม่เกิน 900,000 บาท ต่อโครงการ
หมายเหตุ * ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้นั้น เป็นไปตามที่ผู้พัฒนาโครงการระบุในเอกสารข้อเสนอโครงการ (CDM-Project Design Document) ที่ส่งมายัง อบก.

3. ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียน (Registration Fee)
- รายปี < 15,000 tCO2 USD 0.1/ CER
- รายปี > 15,000 tCO2 USD 0.2/ CER
- สูงสุด USD 350,000

4. ติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Monitoring) ~ 300,000 บาท

5. การยืนยันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Verification) ~ USD 20,000-30,000

6. การรับรองการการลดก๊าซเรือนกระจก (Certification) ~ 2% สำหรับ Adaptation Fund

7. ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือให้คำรับรองโครงการ ไม่เกิน 9 แสนบาท และภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ของค่าธรรมเนียมให้แก่องค์การ

ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 4 - 10 ล้านบาท / โครงการ

ผู้พัฒนาโครงการสามารถขอยกเว้นภาษีเงินได้จากการขาย CERs และ VERs เป็นเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันได้ หากได้ใบรับรองการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก


Q3. ถ้าจะลงทุนปลูกสร้างสวนปาล์ม หรือสวนป่าไม้โตเร็ว จะสามารถเข้าโครงการ CDM หรือ ขายคาร์บอนเครดิตได้หรือไม่

ตอบ

โครงการด้านป่าไม้ที่จะสามารถดำเนินการเป็นโครงการ CDM นั้นจะต้องพิจารณาเรื่องพื้นที่เป็นสำคัญโดยจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีขนาดขั้น ต่ำตั้งแต่ 0.05-1 เฮกเตอร์ (500-10,000 ตารางเมตร) มีต้นไม้ปกคลุม (Crown cover) มากกว่าร้อยละ 10-30 โดยต้นไม้เหล่านี้ต้องมีศักยภาพที่จะเติบโตและมีความสูงไม่น้อยกว่า 2-5 เมตร* สำหรับประเทศไทยนิยามของป่าไม้ของโครงการ CDM คือ พื้นที่ขนาด 1 ไร่ (0.16 เฮกเตอร์) ต้นไม้ปกคลุมร้อยละ 30 และความสูงของต้นไม้ 3 เมตร นอกจากนี้โครงการด้านป่าไม้จะต้องเป็นโครงการปลูกป่า (Afforestation) และการฟื้นฟูป่า (Reforestation) ตามนิยามที่กำหนดไว้ ดังนี้
- การปลูกป่า (Afforestation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินที่กระทำโดยมนุษย์ จากพื้นที่ที่ไม่เคยเป็นป่ามาก่อนในระยะเวลา 50 ปี ให้กลายเป็นป่า โดยการปลูก หว่านเมล็ด หรือการส่งเสริมให้เกิดการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ
- การฟื้นฟูป่า (Reforestation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินที่กระทำโดยมนุษย์ จากพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นป่าแต่ถูกแปลงสภาพไปใช้ประโยช์อื่น ให้กลับกลายเป็นป่าอีกครั้ง โดยการปลูก หว่านเมล็ด หรือการส่งเสริมให้เกิดการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ โดยในช่วงพันธกรณีแรก จะจำกัดอยู่เฉพาะโครงการที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ที่ไม่เป็นป่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2532

* ตัวเลขขั้นต่ำของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน โดยประเทศที่ต้องการดำเนินโครงการ CDM ด้านป่าไม้จะต้องกำหนดตัวเลขของประเทศตนและส่งให้ทาง CDM EB


Q4. ผู้พัฒนาโครงการควรจะขายคาร์บอนเครดิตช่วงไหน

ตอบ

ราคาของคาร์บอนเครดิตจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการขาย กล่าวคือหากขายในช่วงเริ่มต้นเตรียมเอกสาร PDD ก็จะได้ราคาถูกกว่าช่วงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก CDM EB แล้ว แต่ถ้าขายตอนที่ได้รับการรับรอง CER แล้ว ก็จะยิ่งได้ราคาที่สูงขึ้น


Q5. ผู้พัฒนาโครงการควรเลือกช่วงเวลาในการคิดเครดิต (Crediting period) แบบ 7 ปีแล้วต่ออายุได้ หรือ แบบ 10 ปีต่ออายุไม่ได้
ตอบ
การเลือกช่วงเวลาในการคิดเครดิตขึ้นอยู่กับอายุของโครงการด้วย เช่น โครงการโรงไฟฟ้าจะมีอายุโครงการยาวกว่าโครงการก๊าซชีวภาพ นอกจากนี้ผู้พัฒนาโครงการจะต้องคำนึงด้วยว่าถ้าเลือกแบบ 7 ปี เมื่อจะทำการต่ออายุนั้นจะต้องทำการศึกษา Baseline ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และจะต้องทำการจัดส่งเอกสารต่างๆ ใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายด้วย


Q6. CER และ VER แตกต่างกันอย่างไร

ตอบ

CER หรือ Certified Emission Reduction เป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินโครงการ CDM ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ ยืนยัน และรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้โดย CDM EB แต่ VER หรือ Voluntary/Verified Emission Reduction เป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้โดยการดำเนินการโดยความสมัครใจ และสามารถเลือกใช้มาตรฐานในการดำเนินการตามที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกัน ซึ่งไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนแบบ CER การดำเนินการแบบ VER จะไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือน CER แต่ส่วนใหญ่จะได้ราคาที่ต่ำกว่า

 

Q7. ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาการทำสัญญาซื้อขาย CER

ตอบ

ในการทำสัญญาซื้อขาย CER นอกจากราคา CER ที่ได้แล้ว ผู้พัฒนาโครงการควรจะพิจารณาเรื่องเงื่อนไขของสัญญา เช่น เงื่อนไขในการจ่ายเงิน เงื่อนไขของการส่งมอบ CER เงื่อนไขของการผิดสัญญา บทปรับในกรณีส่งมอบไม่ได้ตามกำหนด ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เป็นต้น

Q8. ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องส่ง PIN (Project Idea Note) ให้ อบก. พิจารณาหรือไม่

ตอบ

ผู้พัฒนาโครงการไม่จำเป็นต้องจัดส่งเอกสาร PIN ให้ทาง อบก. พิจารณา PIN จะเป็นเอกสารภาพรวมของโครงการซึ่งประกอบด้วยข้อมูล เช่น ข้อมูลทั่วไปของโครงการ ลักษณะของโครงการ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และข้อมูลด้านการเงินของโครงการ PIN เป็นเอกสารที่สามารถใช้ในการติดต่อด้านการเงินการลงทุนหรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิตล่วงหน้า

 

Q9. การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) จะต้องมีเนื้อหาอะไรบ้าง และผู้จัดทำรายงานจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากทาง สผ. หรือไม่

ตอบ

ในรายงาน IEE จะต้องประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้

1. บทนำ

2. ที่ตั้งโครงการ

3. ทางเลือกที่ตั้งโครงการและวิธีการดำเนินโครงการ

4. รายละเอียดโครงการ

5. สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน

6. ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ

7. มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการชดเชย

8. มาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม

9. ตารางสรุปผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ

นอกจากนี้ในรายงาน IEE จะต้องครอบคลุมรายละเอียดของโครงการตามหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Criteria) 4 หมวด ได้แก่ หมวดดัชนีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมวดดัชนีด้านสังคม หมวดดัชนีด้านการพัฒนาและ/หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี และหมวดดัชนีด้านเศรษฐกิจ รวม 24 ดัชนี โดยโครงการที่ได้เริ่มเดินระบบแล้วจะต้องมีผลตรวจวัด ปริมาณการปล่อยสารที่เป็นมลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง ปริมาณความสกปรกในน้ำทิ้ง เป็นต้น
ผู้จัดทำรายงาน IEE ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากทาง สผ.

 

Q10. ทำอย่างไรจึงจะได้รับหนังสือให้คำรับรองโครงการจาก อบก. อย่างรวดเร็ว

ตอบ

จากการวิเคราะห์โครงการที่ผ่านมาของ อบก. พบว่าสาเหตุที่ทำให้การพิจารณาโครงการไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว มีสาเหตุต่างๆ ดังนี้

1. เอกสารที่ต้องส่งให้ อบก. ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนดไว้ ดังนี้
- ข้อเสนอโครงการ (Project Design Document: PDD) จำนวน 5 เล่ม
- รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) จำนวน 5 เล่ม
- แผ่นบันทึกข้อมูลเอกสารทั้งหมด จำนวน 10 ชุด (ต้องมีรายละเอียดของเอกสารทุกรายการ)

2. ความไม่สอดคล้องของข้อมูลระหว่างเอกสาร PDD, IEE เช่น จากเอกสาร IEE ระบุว่าบ่อบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศจะรับน้ำเสียจากโรงงานปริมาณ 1,200 ลบ.ม./วัน ข้อมูลจาก PDD ระบุว่าปริมาณน้ำเสียที่เข้าสู่ Anaerobic digester เท่ากับ 249,460 ลบ.ม./ปี ข้อมูลจากแบบฟอร์ม ระบุว่าโครงการรับน้ำเสียจากโรงงานในอัตรา 529 ลบ.ม./วัน

3. โครงการที่เดินระบบแล้วไม่มีผลการตรวจวัดปริมาณการปล่อยสารที่เป็นมลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง ปริมาณความสกปรกในน้ำทิ้ง เป็นต้น

4. ไม่มีข้อมูลทางเทคนิค (Specification) ของเครื่องยนต์ผลิตไฟฟ้า (Gas engine) หม้อไอน้ำ (Boiler) เครื่องอัดอากาศ (Blower) หรืออุปกรณ์อื่นใดภายใต้โครงการ CDM

5. มีการเปลี่ยน Methodology หรือ version ที่ใช้ในการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกโดยไม่แจ้งให้ อบก. ทราบ
จากสาเหตุต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาและให้หนังสือให้คำรับรองโครงการ ผู้พัฒนาโครงการควรจะตรวจสอบความครบถ้วนและถูกต้องของข้อมูล รวมทั้งผลการตรวจวัดดัชนีต่างๆ ตามหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

Q11. กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) และคาร์บอนเครดิต มีที่มาอย่างไร

ตอบ

พิธีสารเกียวโต (เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ได้จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศในกลุ่มภาคผนวกที่ 1 (Annex I country) ให้ต่ำกว่า ปริมาณการปล่อยในปี พ.ศ. 2533 (1990) ประมาณร้อยละ 5 โดยประเทศอุตสาหกรรมที่เป็นภาคีของพิธีสารเกียวโต จะต้องดำเนินการให้ได้ภายในช่วงพันธกรณีแรกของพิธีสารฯ คือภายในปี พ.ศ. 2550-2555 (2008-2012) โดยกำหนดกลไกเพื่อลดก๊าซฯ ขึ้นมา 3 กลไก คือ

1. การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก หรือ Emission Trading (ET)
 (สำหรับดำเนินการเฉพาะในประเทศอุตสาหกรรม)

2. การดำเนินการร่วมเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก หรือ Joint Implementation (JI)
 (สำหรับดำเนินการ เฉพาะในประเทศอุตสาหกรรม)

3. กลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ Clean Development Mechanism (CDM)
 (สำหรับดำเนินการลดก๊าซฯ ในประเทศกำลังพัฒนา)

ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ นอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex I Country) เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่ ไม่มีพันธกรณีเชิงปริมาณให้จำกัดการปล่อยก๊าซฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนดภายใต้พิธีสารเกียวโต อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถร่วมดำเนินการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยสมัครใจ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในโลกต่างก็มีการแข่งขันกันสูงเพื่อให้เกิดการพัฒนาโครงการ CDM ขึ้นในประเทศของตน ทั้งในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค อเมริกาใต้ รวมทั้งแอฟริกา

ดังนั้น หากมีภาคธุรกิจเอกชน ลงทุนพัฒนาโครงการ CDM ในประเทศกำลังพัฒนา และผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องแล้วว่า สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง ผู้พัฒนาโครงการนั้นจะได้รับคาร์บอนเครดิต หรือที่เรียกว่า "Certified Emission Reductions (CERs)" ซึ่งก็คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ มีหน่วยเป็น "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ton CO2 equivalent)" โดยมี CDM Executive Board ที่ตั้งอยู่ที่กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นหน่วยงานสูงสุดที่มีอำนาจอนุมัติการขึ้นทะเบียนโครงการ CDM และอนุมัติปริมาณคาร์บอนเครดิตของทุกโครงการ CDM ที่เสนอจากทั่วโลก

คาร์บอนเครดิต หรือ CERs นี้ สามารถซื้อขายกันได้ทั้งในตลาดคาร์บอนโลก (Global carbon market) คล้ายกับการซื้อขายในตลาดหุ้น หรือมีการทำสัญญาซื้อขายต่างหากซึ่งมักจะเกิดจากการร่วมลงทุนในโครงการดัง กล่าว หรือผู้ซื้อมีความสนใจขอซื้อจากผู้พัฒนาโครงการ

ซึ่งเป้าหมายหลักที่ประเทศกำลังพัฒนามีความประสงค์จะพัฒนาโครงการ CDM ในประเทศของตนคือ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สะอาด ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สะอาดดังกล่าวจากประเทศพัฒนาแล้วมาสู่ ประเทศกำลังพัฒนา และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคธุรกิจเอกชนให้ใส่ใจในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นนั้นเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ทั้งในระดับท้องถิ่น และภาพรวมของประเทศสืบเนื่องกันไป

 

Q12. ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้นั้น มีหลักการในการคำนวณอย่างไร
ตอบ
ก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมโดยพิธีสารเกียวโตพันธกรณีที่ 2 ประกอบด้วย ก๊าซ 7 ชนิด แต่ละชนิดมีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) แตกต่างกัน เช่น หากลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ 1 ตัน จะเทียบเท่าการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 21 ตัน ค่า GWP ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมภายใต้พิธีสารเกียวโตและค่าศักยภาพในการทำให้โลกร้อน

ก๊าซเรือนกระจก

ศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์)

1พิธีสารเกียวโต พันธกรณีที่ 1 2พิธีสารเกียวโต พันธกรณีที่ 2
1. คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 1 1
2. มีเทน (CH4) 21 25
3. ไนตรัสออกไซด์ (N2O) 310 298
4. ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) 140 - 11,700 124 - 14,800
5. เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) 6,500 - 9,200 7,390 - 12,200
6. ซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ (SF6) 23,900 22,800
7. ไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) - 17,200

ที่มา : 1IPCC Second Assessment Report, 1995
          2IPCC Fourth Assessment Report (AR4), 2007

โครงการที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนว่าเป็นโครงการ CDM จะต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยมีหลักการพื้นฐาน คือ

ซึ่งหมายถึงการเปรียบเทียบว่า กรณีที่ไม่มีโครงการ CDM นั้น ได้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณเท่าใด และเมื่อมีโครงการ CDM เกิดขึ้น โดยใช้วิธีการ (Methodology) ลดก๊าซฯ แล้วจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงได้เท่าใด ซึ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ และผ่านการตรวจสอบรับรองแล้ว จึงจะถือเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการนั้น

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

จากหลักเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืนในหมวดดัชนีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การติดตามประเมินผลโครงการ CDM โดยส่วนใหญ่จะเป็นการพิจารณาผลการดำเนินงานตามกฎหมายที่กำหนด หัวข้อนี้จึงได้รวบรวมกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดตามโครงการ CDM ไว้ดังนี้

  1. มลพิษทางอากาศ

      ชื่อกฎหมาย

       ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรมเรื่อง “กําหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน” พ.ศ. 2549

       ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง “กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปน     ในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานผลิต ส่งหรือจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า” พ.ศ. 2547

       เนื้อหาโดยสรุป

       กำหนดค่าปริมาณสารเจือปนที่ระบายออกจากโรงงานที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง ดังนี้

    - ฝุ่นละออง (Total Suspended Particulate: TSP)

       - ใช้น้ำมันหรือน้ำมันเตา ไม่เกิน 240 mg/m3

       - ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เกิน 320 mg/m3

       - ใช้เชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น ก๊าซชีวภาพ ไม่เกิน 320 mg/m3

    - คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ไม่เกิน 690 ppm.

    - ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)

       - ใช้น้ำมันหรือน้ำมันเตา ไม่เกิน 950 ppm.

       - ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เกิน 60 ppm.

       - ใช้เชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น ก๊าซชีวภาพ ไม่เกิน 60 ppm.

    - ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ไม่เกิน 200 ppm.

       กำหนดค่าปริมาณสารเจือปนที่ระบายออกจากโรงไฟฟ้าเก่า (ได้รับใบอนุญาตก่อน 1 ต.ค. 2547) ที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทุกขนาด ดังนี้

       - ฝุ่นละออง (TSP) 320 mg/m3

       - ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) 60 ppm.

       - ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ไม่เกิน 200 ppm.

       - กำหนดค่าปริมาณสารเจือปนที่ระบายออกจากโรงไฟฟ้าใหม่ (ได้รับใบอนุญาตตั้งแต่ 1 ต.ค. 2547) ที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทุกขนาด ดังนี้

       - ฝุ่นละออง (TSP) 120 mg/m3

       - ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) 60 ppm.

       - ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ไม่เกิน 200 ppm.

    ดาวน์โหลดไฟล์

    AirPollutionLaw.pdf

     AirPollutionPowerPlantLaw.pdf

  2. มลพิษทางน้ำ

  3. มลพิษทางเสียง

  4. การจัดการของเสีย/ของเสียอันตราย

  5. แหล่งน้ำใช้

  6. มาตรฐานน้ำใต้ดิน

  7. มาตรฐานคุณภาพดิน



ข้อมูลผู้รับซื้อคาร์บอนเครดิต

อบก. ได้รวบรวมรายชื่อและผู้ติดต่อของบริษัทนายหน้ารับซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM (CERs) ดังรายชื่อด้านล่าง

บริษัท

ชื่อผู้ติดต่อ

รายละเอียด

Sindicatum Carbon Capital (Thailand) Ltd.
คุณรัชนีวรรณ พูลนิล
โทร: +66 34 352 278
อีเมล: rachaneewan.pulnil@sindicatum.com
รับซื้อ CERs จากโครงการลดก๊าซมีเทน ซึ่งมีคุณบัติตามโครงการ PAF (Pilot Auction Facility) ของธนาคารโลก โดยจะรับซื้อในราคา 1 เหรียญสหรัฐต่อตัน
CHINA CARBON N.V.
Niels Bijleveld
โทร: +31 (0) 20 675 3588
อีเมล:n.bijleveld@chinacarbonfund.com
สนใจซื้อ CERs จากโครงการของประเทศไทย โดยราคารับซื้อเป็นไปตามราคาตลาดหรือเจรจาระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับ China Carbon
Ginga Environment (S) Pte Ltd.
Amy Zhang
โทร: +65 6836 4546
อีเมล: amy@ginga.com.sg
ต้องการจะซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานสากล
บริษัท เซาท์โพล คาร์บอน แอสเซท แมเนจเมนท์ จำกัด
Suwipa Rukwongtrakool โทร:+662193791,2
อีเมล: s.rukvongtrakul@southpole.com
"มีความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการทุกประเภท"
Environmental Products Broker, STX Services
Mr. Guillaume Picard
โทร:+31(0)205357774
อีเมล:guillaume.picard@stxservices.com
ที่สนใจจะซื้อ CERs และ VERs ทุกประเภท
Sales & Trading, Emissions and Renewables
Quentin MULOT
โทร: +31 (0) 20 8911 784
อีเมล: QMulot@ac-trading.eu
มีความสนใจซื้อ CER สำหรับโครงการที่ขึ้นทะเบียนหลังปี 2012

หมายเหตุ
 ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2559