banner_list

บทความ

 

5 ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่น่าจับตามอง ในปี 2564

08 ม.ค. 64
      
          ปี 2564 จะเป็นปีของ climate action เนื่องจากจะมีประชุมที่สำคัญด้าน Climate และสิ่งแวดล้อม ที่มีกำหนดจัดขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุม COP 26 ที่มีความคาดหวังจากนานาประเทศถึงเป้าหมายที่เข็มแข็งขึ้นเพื่อรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเพื่อป้องกันผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่รุนแรงจากการระบาดของ COVID-19
          สำหรับประเด็นทางสิ่งแวดล้อม 5 เรื่องที่คาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญทางสิ่งแวดล้อมในปี 2564 ได้แก่
1. ภายใต้การบริหารงานของ Biden สหรัฐอเมริกาจะกลับมาเป็นผู้นำด้านการจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศได้หรือไม่
ใ          นช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งที่โดดเด่นมากของ Biden คือนโยบายด้าน Climate Change ประกอบกับ IPCC ได้ตีพิมพ์รายงานการศึกษา “12 years left to save the planet.” เพื่อเรียกร้องให้ทั้งโลกลดก๊าซเรือนกระจกลง 45% ภายในปี 2030 เพื่อจัดการกับปัญหาวิกฤติการสภาพภูมิอากาศ
Biden ได้ประกาศที่จะทุ่มเงิน $2 trillion เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหา Climate ซึ่งเขาได้ประกาศที่จะนำสหรัฐอเมริกา กลับเข้าร่วมความตกลงปารีสทันทีเมื่อเข้ารับตำแหน่ง และสัญญาว่าจะดำเนินการให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่เส้นทาง net-zero emissions โดยมีกำหนดเวลาบรรลุเป้าหมายภายในปี 2050
Biden ได้เปิดตัว climate team ซึ่งประกอบด้วย Michael Regan ซึ่งเป็นนักสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับ ให้ดำรงตำแหน่ง Environmental Protection Agency Administrator และเสนอชื่อ Deb Haaland ให้ดำรงตำแหน่ง Interior Secretary ซึ่งเธอเป็นชาวพื้นเมืองอเมริกาคนแรก ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดการกับปัญหาและดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม Biden ไม่มีหนทางอื่นนอกจากการผลักดันมาตรการทางสิ่งแวดล้อมให้เป็นหนทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
2. Factory Farming : หนทางการผลิตปศุสัตว์อย่างมีมนุษยธรรม
          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ สร้างผลกระทบอย่างมากต่อภูมิอากาศ และมนุษย์ จากความต้องการให้ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ต่ำที่สุด ปศุสัตว์ในฟาร์มจึงถูกเลี้ยงในพื้นที่จำกัด ซึ่งการผลิตจากฟาร์มแบบนี้เป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภค โดยปศุสัตว์เกือบทั้งหมดมีอายุสั้นและถูกคัดเลือกพันธุ์มาเพื่อเป็นอาหาร เพื่อต่อสู้กับการเกิดโรคในสภาพแวดล้อมการเลี้ยงที่แออัด จึงมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อต่อต้านการเกิดโรค ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดเชื้อดื้อยาตามมา สำหรับฟาร์มแบบอุตสาหกรรมยังสร้าง climate footprint อย่างมากอีกด้วย
ด้วยความตระหนักด้านผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องจากปศุสัตว์และอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์ ทำให้ธุรกิจอาหาร plant-based food เติบโตถึง 29% ตั้งแต่ปี 2017 หรือมีมูลค่า $5 billion
มากไปกว่านั้น การเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์จากห้อง Lab น่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดย Singapore เป็นประเทศแรกที่อณุญาติให้จำหน่ายเนื้อเพาะเลี้ยงนี้สู่ผู้บริโภค ซึ่งการจัดการก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ จะเป็นก้าวใหญ่ของมนุษยชาติที่สามารถจัดการกับการปล่อยที่มีสัดส่วนถึง 14.5%
3. Oceans: A Problem Too Big To Keep Ignoring
          ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับท้องทะเล ดูจะเป็นปัญหาที่ถูกหลีกเลี่ยงมาตลอดจากการพูดคุยหรือการกำหนดนโยบาย สืบเนื่องจากปัญหาขยะพลาสติกและดูจะทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อเกิดการระบาดของ COVID-19 หน้ากากอนามัย และ PPE กลายเป็นขยะเพิ่มเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก
ประกอบกับอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้น ระบบนิเวศน์ของท้องทะเลได้รับผลกระทบอย่างช้าๆ จนเริ่มส่งผลรุนแรงขึ้น สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลตายจากผลกระทบ ปลาเริ่มอพยพเพื่อหาถิ่นอาศัยที่มีอุณหภูมิเย็นกว่า และแนวประการังเกิดภาวะฟอกขาว อุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อการก่อตัวของพายุที่รุนแรงขึ้น จากการที่มันสามารถดูดซับความชื้นปริมาณมหาศาลเข้าไป และยังคงตัวอยู่ได้นานขึ้นในขณะที่พัดขึ้นสู่แผ่นดินแล้ว
ผลกระทบต่อท้องทะเลยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร ผู้คนกว่า 3.2 พันล้านคนพึ่งพาแหล่งอาหารโปรตีนจากท้องทะเล และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล จะส่งผลให้ ผู้คนมากถึง 340 ล้านคน ตกอยู่ในพื้นที่อาศัยที่คาดว่าจะเผชิญกับน้ำท่วมทุกปี ภายในปี 2050
4. Extinctions: The Race To Save Biodiversity
          ประมาณ 30% ของพืชและสัตว์ ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ จากรายงานบัญชีแดงของสิ่งมีชีวิตที่ตกออยู่ภายใต้ภัยคุกคาม ของ the International Union for Conservation of Nature (IUCN) เช่น โลมาน้ำจืด ที่ถูกคุกคามจากทำประมง การสร้างเขื่อน และมลพิษในแหล่งน้ำ หรือแม้แต่ต้น Oak ก็ถูกคุกคามจากการบุกรุกพื้นที่เพื่อการเกษตร การทำไม้ รวมถึงการคุกคามของชนิดพันธุ์บุกรุก (invasive species) และ climate change
UN’s expert panel on nature, the Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services ได้รายงาน เมื่อปี 2019 ว่าราว 1 ล้านชนิดพันธุ์ ทั้งบนบกและในทะเล อาจสูญพันธุ์ไปจากการกระทำของมนุษย์ หากทิศทางของการก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังเป็นไปเช่นนี้ การประชุม UN biodiversity conference ในปี 2020 ถูกเลื่อนออกไป โดยมีกำหนดการใหม่เป็นเดือนพฤษภาคม 2021 ซึ่งเป็นความหวังที่ประเทศต่างๆ จะแสดงเจตน์จำนงในการปกป้องธรรมชาติ
5. Fade out of fossil fuel
          การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม มีทิศทางเปลี่ยนผ่านสู่ low-carbon economy ซึ่งบุคคลประเภท climate denial ไม่ควรได้รับการยอมรับทั้งในระดับ political หรือระดับสังคมทั่วไป การลงทุนในโครงการ fossil fuel บางส่วนจะไม่ได้รับความสนใจให้การสนับสนุนจากตลาดทุน จะเป็นแรงกดดันที่สำคัญสู่การเปลี่ยนผ่าน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารยักษ์ใหญ่ได้งดเว้นการสนับสนุนโครงการขุดเจาะ Fossil Fuel ในพื้นที่ Arctic
By Laura Paddison
ที่มา: https://bit.ly/3ndMUhp