กลไกการพัฒนาที่สะอาด

พิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้กำหนดพันธกรณีให้ประเทศภาคีสมาชิกที่เป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เรียกว่า ประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 (Annex I country) ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าปริมาณการปล่อยในปี พ.ศ. 2533 (1990) ประมาณร้อยละ 5 โดยจะต้องดำเนินการให้ได้ภายในช่วงพันธกรณีแรกของพิธีสารฯ คือภายในปี พ.ศ. 2550-2555 (2008-2012) สำหรับประเทศกลุ่มนอกภาคผนวกที่ 1 เช่น ประเทศไทยนั้น พิธีสารเกียวโตไม่ได้กำหนดให้มีหน้าที่ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องจัดทำรายงานบัญชีแห่งชาติ (National Inventories) แสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี ตลอดจนมาตรการและนโยบายต่าง ๆ ที่ดำเนินการขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาหรือรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นพันธกรณีทั่วไปตามกรอบอนุสัญญาฯ ที่ทุกประเทศจะต้องปฏิบัตินั่นเอง

พิธีสารเกียวโตได้กำหนดกลไกเพื่อช่วยให้ประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 สามารถบรรลุพันธกรณีได้จำนวน 3 กลไก คือ

  1. การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก หรือ Emission Trading (ET)
    ประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 แต่ละประเทศจะได้รับการจัดสรรปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถปล่อยได้ในแต่ละปี หรือที่เรียกว่า “หน่วยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับจัดสรร” (Assigned Amount Units) เรียกโดยย่อว่า AAUs มีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งจัดเป็น “คาร์บอนเครดิต” ที่ประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 ได้รับ และมีพันธะที่จะต้องควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมให้อยู่ภายในจำนวน AAUs ที่กำหนด ดังแสดงในภาพ



  2. กรณีตัวอย่าง ประเทศ A เป็นประเทศที่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 6 ของปริมาณการปล่อย จากการคำนวณในปี พ.ศ. 2533 (ทางด้านซ้าย) แล้วนำมาคูณ 5 เพื่อให้เทียบเท่ากับจำนวนปีของพันธกรณี (พ.ศ. 2551-2555 หรือ ค.ศ. 2008-2012) ทางด้านขวาเป็นการเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงของพันธกรณีซึ่งรวมกันแล้วจะต้องไม่เกินปริมาณการปล่อยทางด้านซ้าย ถ้าหากเกิน ประเทศ A ก็จะต้องจัดหาคาร์บอนเครดิตที่ได้จากกลไกของพิธีสารเกียวโตมาชดเชย เพื่อให้ปริมาณการปล่อยในช่วงพันธกรณีเท่ากับปริมาณที่ได้รับการจัดสรร (กราฟทางด้านซ้าย)
  3. การดำเนินการร่วมเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก หรือ Joint Implementation (JI) เป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 สามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ร่วมกันเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการลงทุนโครงการที่มีผลให้เกิดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกลุ่มภาคผนวก B จำนวน 12 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบูลกาเรีย โครเอเทีย สาธารณรัฐเชค เอสโทเนีย ฮังการี แลตเวีย ลิทูเอเนีย โปแลนด์ รัสเซีย สโลวาเกีย สโลเวเนีย และยูเครน ซึ่งเป็นประเทศที่สภาวะทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Economic in Transition : EIT) ทำให้ใช้เงินลงทุนค่อนข้างต่ำกว่าการดำเนินการลักษณะเดียวกันในประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 คาร์บอนเครดิตหรือหน่วยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้จากการดำเนินโครงการตามกลไกนี้ เรียกว่า Emission Reduction Units เรียกโดยย่อว่า ERUs ซึ่งมีค่าเท่ากับตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 สามารถนำ ERUs ไปชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมทั้งหมดของประเทศได้
  4. กลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ Clean Development Mechanism (CDM) เป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 กับประเทศนอกกลุ่มภาคผนวกที่ 1 โดยให้ประเทศกลุ่มภาคผนวกที่ 1 ลงทุนพัฒนาโครงการเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศนอกกลุ่มภาคผนวกที่ 1 หรือ ซื้อคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการ ที่เรียกว่า Certified Emission Reduction หรือเรียกโดยย่อว่า CERs ตัน มีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศนอกกลุ่มภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex I Country) เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ จึงไม่มีพันธกรณีเชิงปริมาณให้จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตามประเทศไทยสามารถร่วมดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยสมัครใจโดยการพัฒนาโครงการ CDM ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในโลกต่างก็มีการแข่งขันกันสูงเพื่อให้เกิดการพัฒนาโครงการ CDM ขึ้นในประเทศของตน ทั้งในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค อเมริกาใต้ รวมทั้งแอฟริกา


กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) เรียกโดยย่อว่า CDM เป็นกลไกหนึ่งที่กำหนดขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโตเพื่อช่วยให้ประเทศอุตสาหกรรมซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มภาคผนวกที่ 1 (Annex I countries) สามารถบรรลุพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในช่วงปี พ.ศ.2551 – 2555 ให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ.2533 ประมาณร้อยละ 5 โดยซื้อคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการทำโครงการ CDM ในประเทศกลุ่มนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex I countries) ที่เรียกว่า Certified Emission Reduction หรือเรียกโดยย่อว่า CERs เพื่อนำไปหักลบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

 

CERs คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่โครงการ CDM สามารถลดได้ และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการบริหารโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM Executive Board) เรียกโดยย่อว่า CDM EB โครงการ CDM ต้องเป็นการดำเนินงานโดยความสมัครใจเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมจากการดำเนินการทั่วไป และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศทั้งในแง่ของทรัพยากรสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี