คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอแก้ไขกฎหมายคุณภาพเชื้อเพลิงและกฎหมายพลังงานทดแทน
ความเป็นมา
1. ผู้นำสหภาพยุโรปได้ร่วมรับรองการดำเนินการร่วมภายใต้นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2550 ที่มุ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยได้ประกาศเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เรียกว่า เป้าหมาย 20-20-20 (20-20-20 Targets) ซึ่งเป็นพันธกรณีฝ่ายเดียวที่ผูกมัดให้สภาพฯ เองต้อง
1.1 ลดปริมาณการปล่อยก๊าซทั้งหมดลงร้อยละ 20 ภายในปี 2020 (เทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซในปี 1990)
1.2 เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน (Renewable energy) ร้อยละ 20 ภายในปี 2020
1.3 ลดการใช้พลังงานทั้งหมดลงร้อยละ 20 (โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยี และกระบวนการผลิต) ภายในปี 2020
2. กฎหมายพลังงานทดแทนปี 2009 (พ.ศ.2552) ได้กำหนดให้สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในสาขาการขนส่ง เท่ากับ ร้อยละ 10 ในปี 2020 ซึ่งกฎหมายคุณภาพเชื้อเพลิงได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 6 สำหรับเชื้อเพลิงที่ใช้ในสาขาการขนส่งในปีเดียวกัน การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจึงเป็นประเด็นสำคัญต่อเป้าหมายนี้มาก
3. เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในทางลบ กฎหมายทั้งสองฉบับจึงได้กำหนดเกณฑ์สำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพและของเหลวชีวภาพ (Bioliquids) โดยห้ามการเปลี่ยนป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) รวมทั้งบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และกำหนดให้เชื้อเพลิงชีวภาพปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าการใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 35 และเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในปี 2017 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
4. ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดการเพิ่มพื้นที่เพื่อการเกษตรทั่วโลก นำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นในทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ จึงมีการเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการฯ ทบทวนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ทางอ้อม (Indirect Land Use Change: ILUC)
สถานะล่าสุด
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2555 คณะกรรมาธิการฯ ได้เผยแพร่ข้อเสนอเพื่อจำกัดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่อการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งเพิ่มผลประโยชน์ของการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของสหภาพฯ ต่อสภาพภูมิอากาศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่มีอาหารเป็นวัตถุดิบ (Food-based biofuels) เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายพลังงานทดแทนร้อยละ 10 จะถูกจำกัดอยู่ที่ร้อยละ 5 เพื่อกระตุ้นการพัฒนาทางเลือก หรือที่เรียกว่า เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่สองจากวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ของเสียหรือฟาง ซึ่งจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์และไม่แทรกแซงการผลิตอาหารของโลกในทางตรง โดยในครั้งแรก จะมีการพิจารณาประมาณการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ของโลก หรือ ILUC เมื่อประเมินผลของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเชื้อเพลิงชีวภาพ
จากการศึกษาล่าสุด พบว่า เมื่อนำประเด็น ILUC มาร่วมพิจารณาร่วมกับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแล้ว บางครั้งการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจะเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ที่ถูกทดแทน ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เสนอแก้ไขกฎหมายคุณภาพเชื้อเพลิงและกฎหมายพลังงานทดแทน โดยมีสาระสำคัญ คือ
1. เพื่อระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขั้นต่ำที่กำหนดให้เป็นร้อยละ 60 เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
2. รวมปัจจัยการใช้พื้นที่ทางอ้อม (Indirect Land Use Change: ILUC) ในรายงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและของเหลวชีวภาพของผู้ค้าเชื้อเพลิงชีวภาพและประเทศสมาชิก
3. จำกัดปริมาณเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีอาหารเป็นวัตถุดิบที่จะถูกรวมในเป้าหมายร้อยละ 10 สำหรับพลังงานทดแทนในสาขาการขนส่งในปี 2010 ให้อยู่ที่ร้อยละ 5 ในขณะที่ยังรักษาเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทน และการลดคาร์บอนในภาพรวม
4. สร้างสิ่งจูงใจทางการตลาดสำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพที่ไม่มีการปล่อยก๊าซจาก ILUC หรือมีน้อย โดยเฉพาะในเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 2 และ 3 ที่ผลิตจากวัตถุดิบตั้งต้นที่ไม่มีความต้องการใช้พื้นที่เพิ่ม เช่น สาหร่าย ฟาง และของเสียประเภทต่างๆ
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://europa.eu/rapid/press-release_IP-12-1112_en.htm