facebook
icon telephoneCall Center02-141-9790
ค้นหา
icon switch languageภาษา
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
icon line icon youtube icon tiktok
banner_list
  • 519

ชี้ทะเลน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือจะหมดไปในหน้าร้อนอีก20ปี

10 มี.ค. 58

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐที่เฝ้าสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เผยอัตราการลดลงของทะเลน้ำแข็งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราที่เร่งขึ้น ทำให้คาดได้ว่าขั้วโลกเหนือในฤดูร้อนอีก 20 - 30 ปีข้างหน้าอาจไม่มีน้ำแข็งเหลืออยู่เลย

เว็บไซต์ข่าว ดิอินดิเพนเดนท์ ประเทศอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่า ศูนย์ศึกษาน้ำแข็งและหิมะแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสไอดีซี) ที่ตั้งอยู่ในเมืองโบลเดอร์ รัฐโคโรลาโด ซึ่งทำหน้าที่สังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติกบริเวณขั้วโลกเหนือ และเขคแอนตาร์กติกบริเวณขั้วโลกใต้ เผยว่า ข้อมูลจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า ทะเลน้ำแข็งในอาร์กติกลดปริมาณลงต่ำสุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลดาวเทียมที่มีการบันทึกมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษปี 1970 หรือกว่า 50 ปีก่อน แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 20 - 30 ที่ผ่านมา อัตราการลดลงของปริมาณน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกเหนือหรือราวเดือน มิ.ย. - ก.ย. มีอัตราการลดลงที่มากขึ้นและรวดเร็วโดยเฉลี่ยร้อยละ 30 ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยในอาร์กติกเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ฤดูร้อนของอาร์กติกในอีกราว 20 - 30 ปีข้างหน้าหรือเร็วกว่านั้น จะเป็นช่วงเวลาที่น้ำแข็งละลายหายหมดไปอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ ข้อมูลชี้ว่าหากยังไม่มีการก่อตัวเพิ่มขึ้นของน้ำแข็งในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า อาร์กติกจะมีทะเลน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาวน้อยสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะนักวิทยาศาสตร์จากเอ็นเอสไอดีซีเผยว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการก่อตัวอย่างฉับพลันของน้ำแข็งให้ทันในอีก 2 สัปดาห์ที่จะถึง ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบอากาศ และถึงแม้จะทำสถิติเป็นฤดูหนาวที่มีน้ำแข็งน้อยสุด ก็ใช่ว่าจะส่งผลให้ช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนของอาร์กติกมีน้ำแข็งน้อยที่สุดตามไปด้วย ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนปี 2555 ที่มีน้ำแข็งน้อยสุด แต่ในฤดูหนาวถัดมากลับมีปริมาณน้ำแข็งอยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ย โดยประเด็นสำคัญของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คือสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์


ที่มาของข่าวและรูปภาพประกอบ: http://www.dailynews.co.th