facebook
icon telephoneCall Center02-141-9790
ค้นหา
icon switch languageภาษา
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
icon line icon youtube icon tiktok
banner_list
  • 629

ต่อสู้โลกร้อนด้วย IoT

20 พ.ค. 58

วิกฤติภัยแล้งในบ้านเรากำลังจะผ่านพ้นไปสำหรับปีนี้ ด้วยความโชคดีที่เริ่มมีพายุฝนเข้ามาเติมน้ำเหนือเขื่อนมากขึ้น ทำให้น้ำในเขื่อนหลักมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจเท่าไรนัก เนื่องจากเรายังใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวช่วงปลายปี ถ้าฝนตกลงมาแค่เพียงเท่านี้และขาดช่วงไปอีก วิกฤติภัยแล้งที่แท้จริงจะเกิดตอนช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าอย่างแน่นอน

จากข้อมูลสถิติ ปีที่แล้วเป็นปีที่อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทุกคนต่างมองเห็นว่าสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change น่าจะเป็นสาเหตุหลักของโลกที่ร้อนขึ้น ภัยแล้งก็มีสาเหตุต่อเนื่องมาจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนั้นเอง

แล้วพวกเราเหล่านักเทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหานี้อย่างไร นอกเหนือจากการรณรงค์ใช้ถุงผ้าหรือปั่นจักรยาน ล่าสุดเทคโนโลยีมาแรงอย่าง Internet of Things หรือ IoT ก็สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้เราสามารถปรับตัวและอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงใบนี้ได้อย่างแน่นอน

IoT คงไม่ช่วยทำให้ภูมิอากาศของโลกคงที่หรือโลกไม่ร้อนขึ้น แต่ช่วยให้เราบริหารจัดการทรัพยากรและธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรพลังงานและน้ำ ภัยแล้งในมลรัฐแคลิฟอร์เนียในปีที่ผ่านมามีการประเมินโดย University of California Davis ว่า ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาคการเกษตรไม่น้อยกว่า 2,200 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท ทำให้ตกงานมากถึง 1.7 หมื่นตำแหน่งงาน

แต่ผมไม่เห็นตัวเลขสถิติเหล่านี้ว่า ภัยแล้งในปีนี้ทำให้เราสูญเสียทางเศรษฐกิจมากมายแค่ไหน ทำให้ตกงานกันกี่คน ในสหรัฐอเมริกา เทคโนโลยี IoT ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาภัยแล้งที่แคลิฟอร์เนียด้วย โดยใช้ระบบเซนเซอร์ช่วยบริหารจัดการเพื่อควบคุมการให้น้ำในฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ และใช้เซนเซอร์เพื่อการวัดปริมาณการใช้น้ำ มีมาตรการเพิ่มภาษีตามปริมาณการใช้น้ำในภาคที่อยู่อาศัย ทั้งนำเทคโนโลยีบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big data จากเซนเซอร์ที่วัดสภาพภูมิอากาศที่ติดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ เพื่อช่วยตัดสินใจการบริหารจัดการน้ำ

ล่าสุด ซัมซุงประกาศเปิดรับสมัครผู้สนใจใช้บอร์ด IoT ของบริษัทที่ชื่อว่า Artik เพื่อสร้างโซลูชั่นแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยจัดเป็นการประกวดชิงรางวัลกว่า 9 หมื่นดอลลาร์หรือประมาณ 3 ล้านบาท

นอกจากเรื่องน้ำแล้ว เทคโนโลยี IoT ยังช่วยลดโลกร้อนในรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย เช่น ระบบที่จอดรถอัจฉริยะ (Smart Parking) ช่วยระบุตำแหน่งพื้นที่ว่าง ไม่เปลืองน้ำมันขับวนหาที่จอด ระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะหรือ Smart Energy ในรูปแบบมิเตอร์ไฟฟ้าแบบดิจิทัลที่สามารถส่งข้อมูลกลับไปยังบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า และเพิ่มการสื่อสารสองทางระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้า เช่น โครงการติดตั้งอุปกรณ์ Energy Joule มีลักษณะเป็นโคมไฟที่เปลี่ยนสีได้เพื่อแจ้งผู้ใช้ไฟฟ้าว่า อยู่ในช่วง Peak ของการใช้ไฟฟ้าหรือไม่ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ค่าไฟถูกกว่า เป็นต้น

เมื่อใดถ้าบ้านเรามีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่เทคโนโลยีอะไรใหม่แต่อย่างใด มาประยุกต์ใช้กันในระดับเมือง ระดับประเทศ มาช่วยบริหารจัดการกับปัญหาร่วมกับโมเดลทางธุรกิจที่เป็นไปได้ ไม่ปล่อยไปตามยถากรรม หรือปล่อยให้ชาวบ้านออกมาแห่นางแมวขอฝนกันไปวันๆ เมื่อนั้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงจะเป็นที่พึ่งของประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง

*บทความโดย ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ


ที่มาของบทความและรูปภาพประกอบ: http://eureka.bangkokbiznews.com