10 ก.ย. 67
สำหรับตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศไทยถือว่ากำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เล่นหลากหลายเข้ามามีบทบาทสำคัญ บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงผู้เล่นสำคัญในตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศไทย และแนวโน้มการเติบโตในอนาคต
1. ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต: ผู้พัฒนาโครงการถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนเครดิต โดยแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้:
• บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่: ปัจจุบันกลุ่มบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านผลิตพลังงานกำลังเร่งพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดและต่อยอดสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต ด้วยเงินทุนและความเชี่ยวชาญที่มี บริษัทเหล่านี้มีศักยภาพในการสร้างผลกระทบทางบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดคาร์บอนเครดิต
• บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม: กลุ่มนี้จะมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาและพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งปัจจุบัน TGO มีการเร่งพัฒนาเพิ่มจำนวนกลุ่มที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบให้สามารถรองรับการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในอนาคตได้
• สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสีเขียว: นวัตกรรมจากกลุ่มนี้อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดหรือกักเก็บ รวมทั้งติดตามการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
2. สถาบันการเงิน: สถาบันการเงินกำลังปรับตัวเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิต:
• ธนาคารพาณิชย์: ธนาคารขนาดใหญ่เริ่มมีการพัฒนาบริการสินเชื่อสีเขียว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าองค์กร หรือแม้แต่กระทั่งออกสินเชื่อพิเศษให้กับกลุ่มธุรกิจสีเขียว ที่จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมหันมาพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการให้บริการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต
• บริษัทหลักทรัพย์: พัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตมากขึ้น เช่น กองทุนคาร์บอน อาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงตลาดนี้ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในรูปแบบใหม่ๆ เช่น โทเท็นดิจิทัล โดยใช้คาร์บอนเครดิตเป็นสินทรัพย์อ้างอิง หรือต่อยอดเป็น Derivatives ได้ โดยเพิ่ม Underlying เป็นสินค้าตาม พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นต้น
3. ภาคอุตสาหกรรม: ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้สร้างคาร์บอนเครดิต:
• บริษัทขนาดใหญ่: หลายองค์กรกลายเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตรายใหญ่ เพื่อใช้ในการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต หรือในองค์กรของตนเอง ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
• SMEs: เป็นการรวมกลุ่มของ SMEs เพื่อพัฒนาโครงการหรือสร้างคาร์บอนเครดิต อาจเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจ ที่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กสามารถมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนได้ และกลุ่ม SMEs ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศที่กำลังเติบโต แต่ยังขาดปัจจัยอีกหลายด้านที่ต้องได้รับการสนับสนุน
4. หน่วยงานภาครัฐ: บทบาทของภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศจะมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางและสนับสนุนการพัฒนาตลาดคาร์บอน ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่มีผลต่อการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิต โดย TGO ซึ่งมีหน้าที่และบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและส่งเสริมตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ผ่านกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Project: T-VER)
ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยหลังจากที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญาในเวที COP26 เมื่อปีค.ศ. 2021 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ที่จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ในปีค.ศ. 2050 และมุ่งสู่การเป็น Net Zero ในปีค.ศ. 2065 ส่งผลทำให้ปีค.ศ. 2022 ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยมีการเติบโตร้อยละ 92.97 ซึ่งสูงสุดในรอบ 6 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายในประเทศไทย และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต โดยมีปัจจัยหนุนเสริมจากนโยบายของนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) ที่ต้องการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ของอาเซียนผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย ตลอดจนจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับ Climate Change มากยิ่งขึ้น
ซึ่งตลาดคาร์บอนเครดิตในอนาคตจะขับเคลื่อนให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ขึ้น เช่น การประกันภัยคาร์บอนเครดิต การจัด Rating คาร์บอนเครดิต นักวิเคราะห์ตลาด ผู้ขายรายย่อย นายหน้า ศูนย์ประกอบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และ Market place เป็นต้น
อ้างอิง:
carbonmarket.tgo.or.th