05 ส.ค. 68
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้จัดทำรายงานสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ประจำปี 2568 โดยการสำรวจพฤติกรรมและมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย สะท้อนถึงข้อจำกัด โอกาส และความต้องการในการพัฒนาตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในภาพรวม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่าน โดยกว่า 70% มองว่าการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในแง่ของความเสี่ยงและโอกาส และมากกว่า 95% ได้เริ่มดำเนินการเพื่อรับมือกับผลกระทบแล้ว โดยมี 3 แรงจูงใจหลักคือ 1) ความต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 2) การสร้างภาพลักษณ์องค์กร และ 3) การสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม องค์กรกว่า 70% ยังต้องการเวลาเพื่อเตรียมพร้อม สำหรับการดำเนินการตาม พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะมาถึง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนและให้ความรู้แก่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ซื้อส่วนใหญ่มีพฤติกรรมรอดูสถานการณ์ (Wait and See) โดยเฉพาะภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจที่ชัดเจนหรือเพียงพอในการเข้าซื้อคาร์บอนเครดิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากมิติของแรงผลักดันทางกฎหมาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือแรงจูงใจจากภาคการเงินและการลงทุนทำให้ความต้องการขยายตัวอย่างจำกัด
ด้านความต้องการ (Demand)
• ผลสำรวจเผยให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตในตลาด โดยส่วนใหญ่มองว่าคาร์บอนเครดิตมีความสำคัญในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และมีมุมมองที่แตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม
• ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณสมบัติหลักที่สำคัญของคาร์บอนเครดิต 3 ประการคือ ความถาวร (Permanence) ความเป็นส่วนเสริม (Additionality) และ การไม่นับซ้ำ (Double Counting)
• องค์กรส่วนใหญ่ (มากกว่า 50%) เน้นการซื้อแบบวางแผนล่วงหน้า โดยช่องทางยอดนิยมคือแบบ OTC (Over-The-Counter) และนิยมใช้คาร์บอนเครดิตภายใต้ มาตรฐาน T-VER เป็นหลัก
• โครงการที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ โครงการภาคป่าไม้/เกษตร และ โครงการพลังงานทดแทน เนื่องจากสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร
• องค์กรส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมการชดเชยในระดับต่ำถึงปานกลาง โดย 78% ชดเชยน้อยกว่า 5,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
• ผู้ซื้อส่วนใหญ่ (มากกว่า 50%) ยินดีซื้อคาร์บอนเครดิตใน ช่วงราคา 50 – 200 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพราะมองว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ากับการลงทุนและสอดคล้องกับตลาด
ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ที่กำลังศึกษาตลาด ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยอุปสรรคหลักที่พบคือ การขาดความรู้ในการเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตและงบประมาณที่ไม่เพียงพอ โดยกลุ่มนี้มองว่าราคาที่เหมาะสมควรต่ำกว่าผู้เล่นในปัจจุบัน และคาดว่าราคาที่น่าสนใจควรจะต่ำกว่า 50 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ด้านอุปทาน (Supply)
ผู้พัฒนาโครงการส่วนใหญ่ (76%) เลือกพัฒนาโครงการภายใต้มาตรฐาน T-VER โดยเฉพาะโครงการด้านพลังงานหมุนเวียน (63%) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์กร และกว่า 87% ใช้เงินลงทุนจากองค์กรเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญ ในการพัฒนาโครงการ ได้แก่ ความไม่คุ้มทุนของโครงการ, ข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาด, ข้อจำกัดด้านความรู้และทรัพยากร ดังนั้น ผู้พัฒนาโครงการจึงเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การยกระดับมาตรฐาน T-VER ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล, การจัดตั้งแพลตฟอร์มซื้อขายที่โปร่งใส, และการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อช่วยลดภาระต้นทุน ซึ่งจะช่วยให้ตลาดคาร์บอนเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในส่วนของราคาขาย ผู้พัฒนาโครงการส่วนใหญ่ (42%) ยินดีที่จะขายใน ช่วงราคา 50 – 200 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ซื้อ โดยให้เหตุผลว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมได้
รายงานผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงแคบ ๆ แต่ยังคงมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม ทั้งในด้านความรู้, การสนับสนุนด้านกฎระเบียบ, และการสร้างกลไกตลาดที่โปร่งใสและเข้าถึงง่าย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
SOURCE: เว็บไซต์ตลาดคาร์บอน. รายงานผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ประจำปี 2568.
https://carbonmarket.tgo.or.th/index.php?lang=TH&mod=ZG93bmxvYWQ=&action=ZGV0YWls¶m=NDg=