ภาวะโลกร้อน การเกิดภาวะกรดในทะเล การสูญเสียออกซิเจน หรือเกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication) ที่แหล่งน้ำมีปริมาณแร่ธาตุมากเกินปกติ กระตุ้นให้พืชสีเขียวในน้ำสังเคราะห์แสงจนเจริญเติบโตแพร่ขยายเกินสมดุล ก่อความเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศ ซึ่งคาดการณ์ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นตามบริเวณชายฝั่งทั่วโลกในอนาคต
ภาวะโลกร้อน การเกิดภาวะกรดในทะเล การสูญเสียออกซิเจน หรือเกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication) ที่แหล่งน้ำมีปริมาณแร่ธาตุมากเกินปกติ กระตุ้นให้พืชสีเขียวในน้ำสังเคราะห์แสงจนเจริญเติบโตแพร่ขยายเกินสมดุล ก่อความเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศ ซึ่งคาดการณ์ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นตามบริเวณชายฝั่งทั่วโลกในอนาคต
เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมนักวิจัยนานาชาตินำโดยนักวิจัยจากศูนย์วิจัยมหาสมุทรเฮล์มโฮลทซ์ (GEOMAR) ในเยอรมนี เผยว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นในทะเลบอลติกอย่างรวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ จากการสังเกตปริมาณน้ำและการแลกเปลี่ยนน้ำกับน้ำในมหาสมุทรเปิด ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้กระบวนการและปฏิสัมพันธ์ต่างๆ เกิดเร็วขึ้น แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลบอลติกน่าจะเป็นบทเรียนที่มีประโยชน์ต่อการแก้ไขสภาวะสิ่งแวดล้อม นักวิจัยเผยว่าทะเลบอลติกเป็นเอกลักษณ์ของแหล่งน้ำกร่อยที่เปรียบเสมือนเครื่องย้อนเวลาที่ดีพอจะช่วยให้นักวิจัยกลับไปศึกษาสภาวะต่างๆ จนสามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้
ก่อนหน้านี้ ทะเลบอลติกแทบไม่อยู่ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านมหาสมุทรทั่วโลกเท่าไรนัก เนื่องจากทะเลค่อนข้างตื้น ความเค็มต่ำ แต่ปัจจุบันมีสถาบันวิทยาศาสตร์ 21 แห่ง ใน 7 ประเทศ ได้เรียกร้องให้นักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายจำนวนมาก หันมาใช้ทะเลบอลติกเป็นแบบจำลองที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ ในการพัฒนาและอนุรักษ์รวมทั้งใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน
ที่มาของบทความและรูปภาพประกอบ: https://www.thairath.co.th