เศรษฐกิจแต่ละประเทศทั่วโลกควรเติบโตควบคู่ไปกับการป้องกันการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เมื่อไม่นานมานี้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มอบรายงานการศึกษาเรื่อง “เศรษฐกิจภูมิอากาศแนวใหม่ : เศรษฐกิจก้าวไกล ใส่ใจภูมิอากาศ” (The Better Growth, Better Climate : The New Climate Economy) จาก สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโคลัมเบีย ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย พร้อมด้วย ผู้แทนจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน และ สถาบันจีจีจีไอ ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อนำไปศึกษาวิเคราะห์ก่อนนำเสนอต่อสาธารณชนต่อไป
รายงานเศรษฐกิจภูมิอากาศแนวใหม่ ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมการโลกว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและภูมิอากาศ (The Global Commission on the Economy and Climate) ตอกย้ำว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจสามารถพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่16 กันยายน 2557 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาโดยมี นาย บัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาติ เป็นผู้รับมอบ รายงานฉบับนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตและการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
ผลการศึกษาพบว่า ในระยะเวลาสิบห้าปีต่อจากนี้ เมืองใหญ่ในโลกจะใช้เงินลงทุนจำนวน9 หมื่นล้านล้านเหรียญสหรัฐในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร และพลังงาน ซึ่งจะเป็นโอกาสในการลงทุนเพื่อ การเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ (Low carbon growth) ซึ่งนำไปสู่ประโยชน์ในด้านการสร้างงาน สุขภาพ การผลิตเชิงธุรกิจ และคุณภาพชีวิต ประธานร่วมคณะกรรมการโลกว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและภูมิอากาศ ให้ข้อมูลว่า สิ่งที่เราตัดสินใจทำขณะนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคต เศรษฐกิจและภูมิอากาศ ถ้าเราเลือกการลงทุนที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณต่ำ สิ่งที่เราจะได้รับ คือ การเติบโตที่มีคุณภาพ และเข้มแข็งทั้งในปัจจุบันและอนาคต หากเรายังคงปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณที่สูงเช่นนี้ต่อไป การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะทำให้เราต้องเสี่ยงที่จะเกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
รายงานฉบับนี้ระบุว่า ยังมีโอกาสในการพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณต่ำ ใน 3 ภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก ได้แก่
1. การบริหารจัดการเมืองใหญ่
2. การใช้ที่ดิน
3. ภาคพลังงาน
ทั้งนี้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และเร่งให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคธุรกิจ
เมืองใหญ่ โดยการสร้างเมืองขนาดเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงด้วยเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนสามารถประหยัดงบลงทุนได้กว่า 3 พันล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงสิบห้าปีข้างหน้า จะมีผลต่อสภาพเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรโดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณที่ต่ำลง
การใช้ที่ดิน การฟื้นฟูที่ดินเสื่อมสภาพ เพียงร้อยละ 12 ก็จะสามารถผลิตอาหารสำหรับประชาชน 200 ล้านคน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และยังลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกจากที่ดินที่เสื่อมสภาพ
พลังงาน ในขณะที่ราคาพลังงานแสงอาทิตย์และลมลดลงอย่างมาก คาดการณ์ว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ใช้ใน 15 ปีข้างหน้า จะเป็นพลังงานหมุนเวียน ทำให้ลดการใช้พลังงานจากการเผาผลาญถ่านหิน ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะ
ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ประหยัดงบประมาณถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่ใช้ไปกับเชื้อเพลิงฟอสซิล (เปรียบเทียบกับงบประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ หากใช้พลังงานหมุนเวียน) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปแก้ปัญหาความยากจนแทนได้
การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ จะช่วยลดต้นทุนพลังงานสะอาดลงได้ถึงร้อยละ 20
นวัตกรรม เพิ่มงบประมาณวิจัยและพัฒนาขึ้นเป็นอย่างน้อย ร้อยละ 0.01 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ จะทำให้เกิดคลื่นลูกใหม่ของนวัตกรรม รายงานฉบับนี้ ชี้ให้เห็นว่า ตลาดที่มีการแข่งขันสูงและนโยบายที่เสมอต้นเสมอปลายของภาครัฐมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจและนักลงทุนในการสร้างงานที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำ และมีผลต่อการเจริญเติบโตในอนาคต
รายงาน “เศรษฐกิจก้าวไกล ใส่ใจภูมิอากาศ” (Better Growth, Better Climate) นี้ ได้ให้ข้อเสนอแนะเป็นแผนปฏิบัติ 10 ประการ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันยังมีภูมิอากาศที่ปลอดภัยขึ้น วิธีนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจที่ดี ก่อนจะเกิดผลดีต่อภูมิอากาศอีกด้วย
คณะกรรมการฯ คาดการณ์ว่า หากมีการดำเนินการตามมาตรการที่เสนอแนะอย่างเต็มที่แล้ว น่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกลงได้ ร้อยละ 90 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อหลีกเลี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และผู้มีอำนาจตัดสินใจจะต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน ในระยะเวลาหกเดือนนับจากนี้ คณะกรรมการฯ จะหารือกับผู้มีบทบาทด้านเศรษฐกิจทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลและภาคธุรกิจร่วมมือกันผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจก
จากการดำเนินการดังกล่าว การคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องไปด้วยกันอย่างเชื่อมโยงและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มากกว่าการมุ่งใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย วันนี้โลกต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างเหมาะสม
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก : รายงานการศึกษาเรื่อง “เศรษฐกิจภูมิอากาศแนวใหม่ : เศรษฐกิจก้าวไกล ใส่ใจภูมิอากาศ”http://newclimateeconomy.report
ที่มาของบทความและรูปภาพประกอบ: http://www.energysavingmedia.com