facebook
icon telephoneCall Center02-141-9790
ค้นหา
icon switch languageภาษา
ขนาดตัวอักษร
ก
ก
ก
การแสดงผล
ก
ก
ก
icon line icon youtube icon tiktok
banner_list
  • [image_name]
  • [image_name]
  • [image_name]
  • [image_name]
  • [image_name]

TGO ร่วมขับเคลื่อนและบูรณาการองค์ความรู้ด้านยางพาราไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ ในงาน Thailand Research Expo 2026

25 มิ.ย. 69

                       วันที่ 25 มิถุนายน 2569 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO โดย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาเรื่อง การต่อยอดและขับเคลื่อนองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาเครือข่าย โจทย์วิจัย และอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนซันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวทีระดับชาติในการนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพพร้อมใช้ประโยชน์ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ อีกทั้งเป็นการหนุนเสริมให้เกิดกลไกสนับสนุน พัฒนาการวิจัยให้เข้มแข็ง และสามารถส่งต่อ ขยายผลหรือต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่สังคม โดยบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กรและเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ

                       ภายในงาน นายณกรณ์ฯ ผู้อำนวยการ TGO ร่วมเสวนาในหัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรมยางพาราไทยกับการบูรณาการองค์ความรู้ด้านยางพาราสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ” ร่วมกับผู้บริหารจากการยางแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยได้บรรยายพร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมยางพารา บทบาทและโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ อาทิเช่น การผลักดันสวนยางพาราในฐานะแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sink) และรายได้เสริม ด้วยการทำโครงการ T-VER เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิตและนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน การเปลี่ยนน้ำเสียเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) โดยการนำเทคโนโลยีจัดเก็บน้ำเสียจากกระบวนการทำยางแผ่นรมควันหรือน้ำยางข้นมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อนำกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงอบยางพารา ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

                       รวมทั้งการวางกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคสังคมคาร์บอนต่ำ และเปลี่ยนผ่านกติกาการค้าโลก (เช่น มาตรการ EUDR) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่

  1. Smart & Green Farm โดยยกระดับสวนยางไทย เช่น ส่งเสริมการปรับสูตรปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดหรือปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน เพื่อลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ขยายผลโครงการคาร์บอนเครดิต T-VER ภาคสมัครใจในภาคเกษตรของไทย
  2. Decarbonized Processing โดยยกระดับโรงงานแปรรูปคาร์บอนต่ำ ซึ่งต้องดำเนินการ เช่น คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และผ่านการรับรอง CFR (Carbon Footprint of Product) จาก TGO ต่อยอดสู่การชดเชยคาร์บอนเป็น Carbon Neutral Rubber
  3. Zero-Waste & Biogas Energy โดยโรงงานแปรรูปยางต้องเปลี่ยนน้ำเสียของโรงงานให้เป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและเป็นเชื้อเพลิงในเตาอบยาง ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและก้าวสู่การเป็นโรงงาน Net Zero
  4. Green Logistics โดยปรับเปลี่ยนระบบขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Trucks) หรือระบบราง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3