วันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ทส. และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และ ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมสักการะพระพุทธสยัมภูและศาลพระภูมิเจ้าที่ พร้อมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครบรอบ 24 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม ณ บริเวณหน้าอาคาร และห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ภายหลังพิธี นายสุชาติ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนงาน ทส. พร้อมมอบรางวัล “เพชรจรัสแสง” 4 ราย และ “คนดีศรี สป.” 3 ราย รวม 7 ราย เพื่อเชิดชูบุคลากรที่มีผลงานและความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเททำงานดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
นายสุชาติ กล่าวว่า ภารกิจของ ทส. เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประชาชน ตั้งแต่ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่ดินทำกิน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง น้ำ PM2.5 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการรับมือภัยพิบัติ ดังนั้น การทำงานต้องมุ่งสู่ “ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและประชาชนสัมผัสได้จริงในพื้นที่” โดยเดินหน้าแบบบูรณาการภายใต้แนวคิด “ทส.หนึ่งเดียว” เชื่อมโยงกำลังคน ข้อมูล และทรัพยากรของทุกหน่วยงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนี้ ได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด “Thai Happiness ความสุขของคนไทยเป็นเป้าหมายของ ทส.” ผ่าน 9 เรื่องสำคัญ ดังนี้
- สืบสานและต่อยอดโครงการในพระองค์และโครงการพระราชดำริ ขอให้เดินหน้าภารกิจตามแนวพระราชดำริ ทั้งการแก้ไขปัญหาคนกับช้างป่าผ่านโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ การพัฒนาชุมชนสาละวะ-ไล่โว่ จังหวัดกาญจนบุรี และโครงการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
- จัดการที่ดินป่าไม้ ให้คนอยู่กับป่าอย่างสมดุล โดยขอให้เร่งขับเคลื่อน คทช. ตั้งแต่การตรวจสอบพื้นที่ จัดระเบียบ จัดคนลง และส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ประชาชนทำกินและอยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดัน One Map ให้แนวเขตพื้นที่ป่าของหน่วยงาน ทส. เป็นเอกภาพ และจัดทำขอบเขตพื้นที่เกาะระหว่างกรมป่าไม้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ชัดเจน
- ปกป้องผืนป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ ขอให้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมสร้างกลไกชุมชนพิทักษ์ป่า โดยขอให้หน่วยงานที่ดูแล ปกป้อง และพิทักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ทำงานด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ทรัพยากรอย่างแท้จริง ยึดความถูกต้อง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีจิตวิญญาณและอุดมการณ์ในการทำหน้าที่ นอกจากนี้ ขอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ดูแลชายฝั่ง ป่าชายเลน สัตว์ทะเลหายาก และเพิ่มการสร้างปะการังเทียม รวมถึงแก้ไขปัญหาช้างป่าและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy)
- พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ สร้างรายได้ให้ประเทศ ขอให้ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวและระบบบริการ จัด Zoning เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เร่งใช้ระบบ E-Ticket และจัดทำแผนที่แหล่งแร่เศรษฐกิจของประเทศ
- บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อประชาชนและภาคการผลิต ยกระดับงานซ่อมบำรุง สนับสนุนน้ำต้นทุนแก่การประปาส่วนภูมิภาคและชุมชน และวางระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือพื้นที่ขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง ให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคการผลิตและบริการ
- เดินหน้าสู่อากาศสะอาดและลดมลพิษ ขอให้เร่งแก้ PM2.5 ไฟป่า หมอกควัน และมลพิษในเมืองและชุมชน รวมถึงขยะมูลฝอย น้ำเสีย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยทั้งการสื่อสารเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ. ลดโลกร้อน” เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero และเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงให้ศึกษารูปแบบ Data Center จากต่างประเทศเพื่อบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
- ยกระดับการเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ให้เพิ่มสถานีตรวจวัดและระบบแจ้งเตือนดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง พร้อมพัฒนาการเฝ้าระวังและสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนรวดเร็ว รวมถึงเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ และกำลังพลให้พร้อมเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ
- ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใสและบริการประชาชน ให้นำ AI และเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและอำนวยความสะดวกประชาชน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเน้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ ป้องกันความผิดพลาดและการบิดเบือน พร้อมพัฒนาศูนย์ข้อมูล ทส. ให้มีข้อมูลชุดเดียว เป็นเอกภาพ และสามารถใช้ร่วมกันได้
- ปรับระบบบริหารจัดการและดูแลบุคลากร ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เป็นกลไกหลักในการประสานงานกับจังหวัด โดยหน่วยงานส่วนกลางในพื้นที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กับปลัดกระทรวงฯ และประชาชนให้มากขึ้น อยากให้ ทสจ. มีการทำงานที่มีความเข้มแข็งให้มากขึ้น หากพบปัญหาหรือข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ให้รายงานต่อปลัด ทส. โดยตรง พร้อมกำหนดให้การให้ข้อมูลต่อสภาหรือ ครม. เป็นระดับรองอธิบดีขึ้นไป และให้ความสำคัญกับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ขณะเดียวกัน ทส. เดินหน้าสืบสานและต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 1,192 โครงการ ครอบคลุมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาพื้นที่สูง การดูแลชุมชน และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกรมป่าไม้ฟื้นฟูพื้นที่ตามแนวพระราชดำริแล้ว 173 แห่ง พร้อมขยายผลการอนุรักษ์ปะการังและทรัพยากรทางทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
นายสุชาติ รมว.ทส. ย้ำว่า การทำงานของ ทส. ต้องไม่หยุดอยู่ที่แผนงานหรือตัวเลขในรายงาน แต่ต้องลงไปถึงพื้นที่และทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทุกหน่วยงานต้องทำงานด้วยความโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และยึดหลักธรรมาภิบาล ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเหมาะสม พร้อมรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากร การพัฒนา และคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้การทำงานของ “ทส.หนึ่งเดียว” เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน