17 ก.ค. 68
เมื่อความจริงราคาคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย ไม่ได้ "ถูกกว่า" ต่างประเทศ การจะบอกว่าราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย "ถูกกว่า" หรือ "แพงกว่า" ต่างประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะมีปัจจัยหลากหลายที่ส่งผลต่อราคา รวมไปถึงความแตกต่างของลักษณะตลาดคาร์บอนเครดิต หัวใจสำคัญที่ทำให้ราคาคาร์บอนเครดิตแตกต่างกันคือ “กลไกตลาด” โดยตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่เป็น “ตลาดภาคบังคับ” (Compliance Market) ที่มีความต้องการซื้อสูงและมีปริมาณคาร์บอนเครดิตสะสมจำนวนมาก ในขณะที่ตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยยังเป็น “ตลาดภาคสมัครใจ” (Voluntary Market) ที่ความต้องการยังไม่สูงมากนัก
ประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่าง สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ หรือบางรัฐในสหรัฐอเมริกา ใช้กลไก "ตลาดภาคบังคับ" ที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เรียกว่า "Cap-and-Trade" และจัดสรร "สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก" (Allowance) ให้กับอุตสาหกรรมหรือบริษัทต่าง ๆ หากบริษัทใดปล่อยเกินกว่าสิทธิที่ได้รับ ก็ต้องซื้อสิทธิในการปล่อยมาส่งมอบคืนให้กับรัฐ หรือ ซื้อคาร์บอนเครดิตที่รัฐอนุญาตให้แปลงเป็นสิทธิในการปล่อยเพื่อนำมาชดเชยเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้โดนบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ การบังคับใช้ทางกฎหมายนี้สร้างความต้องการที่มีขนาดมหาศาลและแน่นอน ทำให้ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดมักจะพุ่งสูงมาก ตามกลไกอุปสงค์ (Demand) และ อุปทาน (Supply) ในทางกลับกัน กลไกตลาดอีกกลไกหนึ่งที่เรียกว่า "ตลาดภาคสมัครใจ" ไม่มีการบังคับใช้ทางกฎหมาย บริษัทหรือองค์กรเข้าร่วมโดยความสมัครใจ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) หรือเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของตนเอง ราคาในตลาดนี้มีความผันผวนและหลากหลายกว่าตลาดภาคบังคับมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ประเภทของโครงการ เช่น โครงการป่าไม้ การเกษตร พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น มาตรฐานการรับรอง เช่น VERRA, Gold Standard ปีที่เกิดเครดิต (Vintage Year) รวมถึง ผลประโยชน์ร่วมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Co-benefits) ที่โครงการนั้น ๆ สร้างขึ้น เช่น การสนับสนุนชุมชน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ราคาแตกต่างกันไปอย่างมาก ทำให้เห็นราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจทั่วโลกที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับไม่ถึงหนึ่งดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจนถึงหลายสิบดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO
2eq)
สำหรับประเทศไทย มี “ตลาดภาคสมัครใจ” ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยของการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโครงการ T-VER มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับราคาในตลาดภาคบังคับของต่างประเทศ ทำให้ถูกมองว่า "ถูกกว่า" ซึ่งในความเป็นจริง ราคาเฉลี่ย ไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของคาร์บอนเครดิตแต่ละประเภท และอาจถูกบิดเบือนด้วยปริมาณการซื้อขาย หากมีการซื้อขายเครดิตประเภทใดประเภทหนึ่งในปริมาณที่มาก (Block Trade) และมีราคาต่ำหรือสูงมาก อาจส่งผลให้ราคาเฉลี่ยโดยรวมถูกดึงไปในทิศทางนั้น อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบราคาคาร์บอนเครดิต ควรพิจารณาทั้งราคาเฉลี่ยและราคาซื้อขายที่แยกตามประเภทโครงการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำในการตัดสินใจ ราคาเฉลี่ยแสดงให้เห็นถึงภาพรวมของการเคลื่อนไหวของราคาคาร์บอนเครดิตและแนวโน้มของตลาดคาร์บอนเครดิตในแต่ละประเทศ มีประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ที่ต้องการเข้าใจภาพรวมตลาด ราคาที่แยกตามประเภทโครงการเป็นราคาที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง มีความแม่นยำสูง ทำให้เราเห็นภาพที่แท้จริงว่าตลาดให้มูลค่ากับคาร์บอนเครดิตจากประเภทของโครงการใดเป็นพิเศษ เช่น โครงการป่าไม้ที่อาจมีผลประโยชน์ร่วมสูง หรือตลาดให้มูลค่าต่ำกับคาร์บอนเครดิตจากประเภทโครงการใด การดูราคาแยกตามประเภทโครงการมีความสำคัญมากสำหรับนักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการซื้อ/ขายคาร์บอนเครดิต
ในความเป็นจริง ราคาคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยมีความหลากหลายสูงมาก ตามประเภทโครงการและคุณภาพของเครดิต แม้ราคาเฉลี่ยของคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER อาจดูไม่สูงเท่าตลาดภาคบังคับของต่างประเทศ แต่หากเจาะลึกลงไปในตลาดภาคสมัครใจของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มโครงการประเภทป่าไม้ (Nature-based Carbon Credits) หรือโครงการที่มีผลประโยชน์ร่วมชัดเจน จะพบว่า ราคาซื้อขายอยู่ในระดับที่น่าทึ่งและบางครั้งสูงกว่าราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจของต่างประเทศสำหรับโครงการประเภทเดียวกันเสียอีก ข้อมูลจากเว็บไซต์ตลาดคาร์บอน ณ วันที่ 8 ก.ค. 2568 แสดงให้เห็นว่า ราคาคาร์บอนเครดิตจากโครงการประเภทป่าไม้ในปี 2568 พุ่งสูงถึง 3,000 บาท/ tCO
2eq หรือประมาณ 92.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO
2eq ขณะที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 306.59 บาท/tCO
2eq โครงการ P-REDD+ (โครงการที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าและเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าในระดับโครงการ) ราคาสูงสุดอยู่ที่ 2,000 บาท/tCO2eq หรือประมาณ 61.48 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO
2eq ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,510.20 บาท/tCO
2eq ในขณะที่ราคาคาร์บอนเครดิตจากโครงการประเภทพลังงานทดแทน (ชีวมวล) ของไทย อยู่ที่ 50-75 บาท/tCO
2eq หรือประมาณ 1.5-2 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO
2eq ราคานี้ไม่เพียงแต่แข่งขันได้ แต่ยังสูงกว่าราคาของคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจของต่างประเทศที่เผชิญกับภาวะราคาตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา จากข้อมูลของ State and Trends of Carbon Pricing 2025 แสดงข้อมูลโครงการประเภทป่าไม้ ราคาปิดที่ประมาณ 15.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO
2eq หรือประมาณ 504.21 บาท/tCO
2eq และโครงการประเภท REDD+ ราคา 5.30 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO
2eq หรือประมาณ 172.41 บาท/tCO
2eq ส่วนโครงการประเภทพลังงานทดแทน (Renewable energy) มีราคาซื้อขายต่ำกว่าและการขยายตัวในช่วงแคบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ/tCO
2eq หรือประมาณ 35 บาท/tCO
2eq ณ วันที่ 1 เมษายน 2568
คาร์บอนเครดิตไม่ได้มีมูลค่าเท่ากันทั้งหมด มูลค่าของคาร์บอนเครดิตขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อุปสงค์ (Demand) และ อุปทาน (Supply) รวมถึงประเภทของโครงการที่สร้างเครดิตนั้น ๆ การจะสรุปว่าคาร์บอนเครดิตไทยมีราคาถูกกว่าต่างประเทศนั้น สำคัญที่การวิเคราะห์เชิงลึก ควรใช้ราคาเฉลี่ยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นและข้อมูลประกอบเท่านั้น และควรเจาะลึกลงไปในราคาที่แยกตามประเภทโครงการและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยเสมอ
SOURCE :
เว็บไซต์ตลาดคาร์บอน.
https://carbonmarket.tgo.or.th/World Bank Group (2025). State and Trends of Carbon Pricing 2025.
https://www.worldbank.org/.../state-and-trends-of-carbon...