facebook
icon telephoneCall Center02-141-9790
ค้นหา
icon switch languageภาษา
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
icon line icon youtube icon tiktok
banner_list

บทความ

 

ปฏิวัติการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ ด้วย Ai

15 ส.ค. 68


                   ในโลกที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นทุกปี...ต้นไม้ กลายเป็นหนึ่งในแนวหน้าในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศและสามารถกลายเป็น ‘คาร์บอนเครดิต’ ได้ แต่คำถามคือ... จะวัดคาร์บอนที่อยู่ในต้นไม้จำนวนมหาศาลเหล่านี้ได้อย่างไร?

                   อบก. ได้พัฒนาวิธีการคำนวณโดยใช้เทคโนโลยี Remote Sensing หรือการสำรวจระยะไกล ที่ผสานเข้ากับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจวัดพื้นที่ป่า ความสูงของต้นไม้ ความหนาแน่นของเรือนยอดและคำนวณปริมาณ ‘ชีวมวล’ ที่เปลี่ยนเป็นค่าการกักเก็บคาร์บอนในเนื้อไม้ได้ ซึ่งปัจจุบัน มีแพลตฟอร์มการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ด้วย “Remote Sensing และ AI” จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาและต้นทุนในการตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าไม้ เพื่อนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยมี 4 แพลตฟอร์มแรกที่ผ่านมาตรฐานตามเกณฑ์การพิจารณาของ อบก. ได้แก่
                   1. แพลตฟอร์ม Carbon Atlas พัฒนาโดย GISTDA โดยเทคโนโลยี LiDAR เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเก็บข้อมูลภาคสนาม ผสานข้อมูล Remote sensing และแบบจำลอง Machine learning ที่จะช่วยให้การประเมินคาร์บอนในภาคป่าไม้มีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ มีข้อมูลบริการครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 90 % ของพื้นที่ป่าที่ได้รับรองจาก อบก. แล้วคือ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพารา
                   2. แพลตฟอร์ม CarbonWatch โดย THAICOM เป็นเครื่องมือในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ใช้ประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่า 2 ประเภท ได้แก่ ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย เหมาะสำหรับป่าที่มีความหนาแน่นของเรือนยอด และยังสามารถระบุตำแหน่งของโครงการและแยกชนิดป่าในโครงการได้ด้วย
                   3. แพลตฟอร์ม CERT+ โดย บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) เป็นเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัส 4 สายพันธุ์ ที่มีระยะเวลาการปลูกตั้งแต่ 1-17 ปี มีพื้นที่ที่มีระยะปลูก 2x3 เมตร หรือ 3x3 เมตร เป็นต้น โดยแพลตฟอร์มยังสามารถติดตามการเจริญเติบโตของพืช วิเคราะห์ความเสี่ยงในพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
                   4. แพลตฟอร์ม Smart Forest โดย บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ปตท. เทคโนโลยีการประเมินปริมาณมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน ที่สามารถประเมินในพื้นที่ขั้นต่ำตั้งแต่ 2,500 ตารางเมตร เป็นต้นไป และสามารถประเมินได้ใน 2 ป่า 1 สวน คือ ป่าดิบแล้ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่าผสมผลัดใบ ในภาคกลาง และสวนยางพารา อายุระหว่าง 6-19 ปี ในภาคตะวันออก

                   ทั้งนี้ อบก. ได้กำหนดแนวทางการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสำหรับการประเมินการกักเก็บคาร์บอนโดยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล ด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ดังนี้
                   1) ผู้ประเมินภายนอกต้องทำการตรวจสอบข้อมูลของพื้นที่โครงการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่แต่ละ แบบจำลองกำหนด
                   2) ผู้พัฒนาโครงการแสดงความเหมาะสมของแบบจำลองสำหรับแต่ละพื้นที่ดำเนินโครงการในขั้นตอน การตรวจสอบความใช้ได้ของโครงการ โดยกำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการจำแนกชั้นภูมิอย่างเหมาะสม และทำการวางแปลงตัวอย่างในชั้นภูมิกลาง ขนาด 40 x 40 เมตร อย่างน้อย 1 แปลงตัวอย่าง และคำนวณหาค่าปริมาณการกักเก็บคาร์บอน โดยค่าที่คำนวณได้ต้องแตกต่างไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่แบบจำลองกำหนด

                   การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Remote Sensing และ AI มาใช้ในโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การประเมินคาร์บอนเครดิตมีความแม่นยำเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต รวมทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions)