เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2557 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศคำมั่นว่า ภาครัฐและภาคเอกชน ของสหรัฐฯจะช่วยลดการใช้ก๊าซ HFCs ที่มีค่าเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 700 ล้านตัน ภายในปี ค.ศ. 2025 (เทียบเท่ากับการลดจำนวนการใช้รถยนต์ 15 ล้านคัน ภายใน 10 ปี) โดยการดำเนินการนี้ สอดรับกับแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ (President’s Climate Action Plan 2013) ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือน มิถุนายน ค.ศ. 2013 ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่า หากสหรัฐฯ ไม่ดำเนินการในเรื่องนี้ จะส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซดังกล่าวสูงขึ้นเกือบสองเท่า ภายในปี ค.ศ. 2020 และสามเท่าในปี ค.ศ. 2030.
การประกาศคำมั่นของรัฐบาลสหรัฐฯ เกิดขึ้นก่อนการเข้าร่วมประชุมสุดยอดสมัชชาสหประชาชาติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Summit) ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่นครนิวยอร์ก และการเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติของนาย John Kerry รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะเน้นย้ำประเด็นดังกล่าว และบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศ
แนวทางการดำเนินการตามการประกาศคำมั่นของสหรัฐฯ
(1) ภายในประเทศ
(1.1) ภาครัฐ ประกาศแนวนโยบายสำคัญ ดังนี้
(1.2) ภาคเอกชน ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่และองค์กร รวม 22 บริษัท/องค์กร อาทิ Coca-Cola, PepsiCo, Red Bull และบริษัทที่เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็น เช่น Carrier และ Danfoss
(2) ความร่วมมือระหว่างประเทศ
(2.1) สหรัฐฯ จีน และอินเดีย ต่างมีข้อริเริ่มที่จะทำงานร่วมกันเพื่อลดการใช้และการผลิตก๊าซ HFCs รวมทั้งสนับสนุนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(2.2) สหรัฐฯ มีส่วนผลักดันให้กลุ่มประเทศ G20 ออกแถลงการณ์สนับสนุนมาตรการลดการใช้ และการผลิตก๊าซ HFCs ซึ่งสอดคล้องกับพิธีสารมอนทรีออล
อ้างอิงมาจาก : FACT SHEET: Obama Administration Partners with Private Sector on New Commitments to Slash Emissions of Potent Greenhouse Gases and Catalyze Global HFC Phase Down 
ที่มาของรูปภาพประกอบ: http://www.whitehouse.gov